17,900/ท่าน

เงื่อนไขรายการนำเที่ยว

**อัตรานี้รวม**
 ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 %
 ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ (สุวรรณภูมิ–เชียงใหม่–สุวรรณภูมิ)
โหลดน้ำหนักกระเป๋าเดินทางได้ 20 กิโลกรัม/ท่านเที่ยว
 ค่ารถตู้ VIP ท่องเที่ยวตามโปรแกรม นั่งคันละ 6 ท่าน
 ยานพาหนะท้องถิ่น รถราง / รถม้า
 ค่าที่พัก 4 คืน พักห้องละ 2-3 ท่าน
 ค่ากิจกรรมท่องเที่ยวชมในชุมชน  ค่าธรรมเนียมการเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ
 ค่าอาหารตามระบุ 14 มื้อ , อาหารว่าง เครื่องดื่ม กาแฟ ผ้าเย็น ตลอดการเดินทาง
 วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ให้ข้อมูลความรู้ และ มัคคุเทศก์/ช่างภาพ คอยอำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง ตลอดจนปราชญ์ ผู้รู้หรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ที่มาให้ข้อมูลความรู้
 ค่าประกันอุบัติเหตุคุ้มครองส่วนบุคคล 1,000,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากอุบัติเหตุสูงสุด 500,000 บาท

**อัตรานี้ ไม่รวม**
 ค่าธรรมเนียมเข้าชมสถานที่ของชาวต่างชาติ ,ค่าอาหารและเครื่องดื่มที่สั่งนอกรายการ ,ค่ามินิบาร์ และอื่น ๆ ที่มิได้ระบุในรายการ
 ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% (เฉพาะออกใบกำกับภาษีให้ห้างร้าน บริษัท)
 ค่าอาหารค่ำมื้อวันที่เดินชมกาดกองต้า
 กิจกรรมปั้นพระดินสกุลลำพูน (แล้วแต่ท่านศรัทธา)
 ค่าทิปทีมงาน : อัตราที่แนะนำไม่ควรต่ำกว่า 400 บาท/ท่าน
 ค่าน้ำหนักของกระเป๋าเดินทางที่เกินกว่าที่แจ้ง

**เอกสารที่ใช้ในการเดินทาง**
# หน้าบัตรประชาชน (เพื่อทำการจองตั๋วและเป็นเอกสารประกอบการเข้าพัก)
# หลักฐานการการฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19

ติดต่อจองรายการนำเที่ยว
ที่อยู่
133/8 ถนนราชปรารภ มักกะสัน
เบอร์โทร
0818601614
อีเมล
friendsofnature@gmail.com
หมายเหตุ

หมายเหตุ :
1. กรณีต้องการใช้สิทธิ์ในโครงการ “ทัวร์เที่ยวไทย”
- กำหนด 1 สิทธิ/คน จำนวน 1 ล้านสิทธิ์ ระยะเวลาดำเนินการ 8 ตุลาคม 2564 – 31 มกราคม 2565
- คุณสมบัติ และเงื่อนไขของผู้เข้าร่วมโครงการ มีบัตรประจำตัวประชาชนและเป็นบุคคลสัญชาติไทย/อายุต้ังแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป /ไม่สามารถใช้แพ็คเกจท่องเที่ยวของโครงการทัวร์เที่ยวไทยในช่วงเวลาเดียวกับการเข้าพักโรงแรม/ที่พักของโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 ได้
- การชำระค่าใช้จ่าย : ลูกค้าได้รับ Notification จากทางผู้ประกอบการนำเที่ยวผ่าน App เป๋าตัง/ ลูกค้ากดใช้สิทธิ
เพื่อดูรายละเอียดการจองและชำระเงิน
- ลูกค้าชำระผ่าน G Wallet - App เป๋าตัง 60% ของค่าทัวร์ – ส่วนลดรัฐบาลสนับสนุนค่าแพ็คเกจท่องเที่ยว 40% ไม่เกิน 5,000 บาท/สิทธิ
- หากไม่มีชำระเงินภายในเวลา 23.59 น.ของวันที่ทำการจอง ระบบจะยกเลิกการจองอัตโนมัติ
- วันเดินทางลูกค้าต้องนำมือถือที่ลงทะเบียนใช้สิทธิ์ไว้ มาทำการสแกน QR CODE – Check In บน App เป๋าตัง ณ จุดนัดพบที่กำหนดโดยผู้ประกอบการนำเที่ยว
- บริษัทนำเที่ยวต้องทำการสแกนหน้าบน App ถุงเงินของผู้ประกอบการนำเที่ยวที่จังหวัด Check In และ Check Out
- ชำระค่าใช้จ่ายแล้ว หากไม่ได้มีการเดินทางตามวันที่กำหนด (ไม่มีการเช็คอินและเช็คเอาท์) ระบบจะยกเลิกคูปอง แสดงสถานะหมดอายุ ไม่มีการคืนสิทธิให้กับผู้ใช้ และไม่ได้รับค่าใช้จ่าย 60 % คืนไม่ว่ากรณีใดๆ
- ยกเว้น มีประกาศจากทางรัฐบาลไม่ให้มีการเดินทาง การคืนค่าใช้จ่ายเป็นไปตามราชกิจจานุเบกษา ประกาศคณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เรื่องหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกำหนดอัตราการจ่ายเงินค่าบริการคืนให้แก่นักท่องเที่ยวพ.ศ. ๒๕๖๓
2. กำหนดการ, สถานที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมโดยมิต้องแจ้งล่วงหน้าทั้งนี้ทีมงานจะถือประโยชน์ของท่านเป็นสำคัญ (เนื่องจากเป็นการวางแผนการเดินทางล่วงหน้าภายใต้ภาวะที่ยังไม่ปกติ 100 %)
3. บริษัทฯ ไม่รับผิดชอบค่าเสียหายในเหตุการณ์ที่เกิดจาก ภัยธรรมชาติ โรคระบาด โรคติดต่อ ปฏิวัติและอื่นๆที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของทางบริษัทฯหรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นทางตรงหรือทางอ้อม เช่น การเจ็บป่วย, การถูกทำร้าย, การสูญหาย, ความล่าช้า หรือจากอุบัติเหตุต่างๆ
4. หากท่านถอนตัวก่อนรายการท่องเที่ยวจะสิ้นสุดลง ทางบริษัทฯ จะถือว่าท่านสละสิทธิ์และจะไม่รับผิดชอบค่าบริการที่ท่านได้ชำระไว้แล้วไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น
5. บริษัทจะไม่รับผิดชอบต่อการชำรุดหรือสูญหายของทรัพย์สินส่วนตัว อาทิ เช่น โทรศัพท์มือถือ, กระเป๋าเดินทาง, กระเป๋าสตางค์, กล้องถ่ายรูป ฯลฯ
6. รูปแบบห้องพักกรณีคุณภาพต่างแต่ทางบริษัทได้ราคามาเท่ากัน (run of the house) / ที่นั่งบนรถตู้ จัดให้ตามลำดับการชำระค่าใช้จ่าย
7. กรุณาพิจารณาอ่านโปรแกรมโดยละเอียด เมื่อท่านได้ทำการยืนยันจองทัวร์กับบริษัทฯ แล้ว ถือว่าท่านเข้าใจและรับทราบข้อมูลต่างๆ ยอมรับในเงื่อนไขต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น

ลำปาง-ลำพูน

location_on สมุทรปราการ - ลำพูน
โดย บริษัท เพื่อนธรรมชาติ จำกัด
คำโปรยรายการนำเที่ยว

บ.เพื่อนธรรมชาติ จำกัด ...เชิญท่านร่วมเดินทางท่องเที่ยวและเรียนรู้อย่างไทยเท่ในเส้นทาง
แอ่วเมืองหัตถศิลป์ วิถีถิ่นแห่งศรัทธา @ ลำปาง-ลำพูน
แขวนโคมยี่เป็ง...เทศกาลโคมแสนดวง
วันที่เดินทาง : วันเสาร์ที่ 6 – วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน 2564
เดินทางโดย : สายการบินไทยสมายด์ (WE) & รถตู้ท้องถิ่น
สำหรับผู้เดินทางไม่ต่ำกว่า : 30 ท่าน ( รถตู้จำนวน 5 คัน / นั่งคันละ 6 ท่าน )
ราคาปกติ : ผู้ใหญ่ ท่านละ 17,900 บาท (รวม Vat 7 %)
โครงการ : ทัวร์เที่ยวไทย ท่านละ 12,900 บาท
พักเดี่ยว : จ่ายเพิ่ม 1,900 บาท



**จ.ลำปาง :เมืองที่ไม่หมุนไปตามกาลเวลา**
นั่งรถรางนำเที่ยว – วัดปงสนุกเหนือ – บ้านหลุยส์ – วัดพระแก้ว - ดอนเต้า–กาดเก๊าจาว– วัดพระธาตุลำปางหลวง – พิพิธภัณฑ์เซรามิคธนบดี–ชมอาคารโบราณหม่องโง่ยซิ่น - ถนนคนเดิน “กาดกองต้า” – นั่งรถม้าชมเมือง–วัดศรีรองเมือง–วัดศรีชุมวัด–ชมวิวงาม ณ พระธาตุดอยพระฌาน

**จ.ลำพูน :ตามรอยหอยสังข์ ถิ่นพระนางจามเทวี "
**ย้อนตำนาน ไขปริศนานักบุญแห่งล้านนาไหว้สา....ครูบาศรีวิชัย**
สะพานขาวทาชมภู – สถานีรถไฟขุนตาน – วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม..ไหว้สาครูบาวงศ์ –วิถีปกาเกอะญอ ชุมชนพระบาทห้วยต้ม – ชม"เมืองลี้"ท่ามกลางทะเลหมอก ณ “วัดพระพุทธบาทผาหนาม...ไหว้สาครูบาขาวปี”- ศูนย์ศึกษาและอนุรักษ์ “นกยูงไทย” – วัดบ้านปาง – ช้อปปิ้งหัตถกรรมผ้าฝ้ายที่ “บ้านดอนหลวง” – วัดพระธาตุ หริภุญชัย – ร่วมแห่ผ้าห่มธาตุ – เทศกาลโคมแสนดวง – ตามรอยพระเบญจภาคี “พระรอด” วัดมหาวัน พิพิธภัณฑ์ชุมชนเมืองลำพูน – วัดจามเทวี – สถาบันผ้าทอมือหริภุญชัย – วัดพระยืน – กาดขัวมุงท่าสิงห์

รายละเอียดการเดินทาง
0 ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด

1.โปรแกรมนี้จัดขึ้นด้วยความตั้งใจให้คนไทยไม่ลืมเมืองรอง ที่ต้องห้ามพลาด
2.จัดทริปเเบบเจาะลึกถึง 5 วัน 4 คืน แอ่วเมืองหัตถศิลป์ วิถีถิ่นแห่งศรัทธา @ ลำปาง-ลำพูน
ตามรอยหอยสังข์ ถิ่นพระนางจามเทวี " ย้อนตำนาน ไขปริศนานักบุญแห่งล้านนา “หากแม่น้ำปิงไม่ไหลย้อนกลับจะไม่ไปเหยียบนครเชียงใหม่”
3.ไหว้สา 3 เกจิดังล้านนา
-ครูบาศรีวิชัย @ วัดบ้านปาง
-ครูบาขาวปี @ วัดพระพุทธบาทผาหนาม
-ครูบาวงศ์ @ วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม
4.พาคณะเยือนชุมชนท้องถิ่น เพื่อเรียนรู้ดูวิถี "ปกาเกอะญอ" และได้ร่วมทดลองลงมือทำ @ ชุมชนวัดพระบาทห้วยต้ม
5.Highlight
-แห่ผ้าห่มพระธาตุที่เก่าแก่ที่สุดของล้านนา “1 ใน 8 จอมเจดีย์ของประเทศไทย”? วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร
-เเขวนโคมยี่เป็ง เทศกาลโคมแสนดวง
-ปั้นพระพิมพ์สกุลลำพูน
-ชมบรรยากาศงามยามเช้า เคล้าสายหมอกบนยอดเขา @ พระธาตุดอยพระฌาน และ วัดพระพุทธบาทผาหนาม
-ชมนกยูงครูบา ? ศูนย์ศึกษาและอนุรักษ์นกยูงไทยในถิ่นกำเนิด
6.ที่พักเลือกที่ดีที่สุด +ได้มาตราฐาน SHA
7.บินสายการบินไทยสมายด์ + ยานพาหนะ (รถตู้ท้องถิ่น) เลือกใช้บริการเฉพาะคนขับที่ฉีดวัคซีนครบตามมาตราฐาน (ลูกค้านั่งคันละ 6 ท่าน)
8.มีวิทยากร ร่วมเดินทางบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ / งานศิลป์สถาปัตย์ ของอวัด+อาคารโบราณงามตา
9.ทีมงานมีคุณภาพ รักงานบริการ ชำนาญเส้นทาง "เพื่อนธรรมชาติ" ไม่เคยทำให้ลูกค้าผิดหวัง
10.อาหารจัดเมนูท้องถิ่นของกินต้องห้ามพลาด
ลำปาง :ยำไข่น้ำแร่แจ้ซ้อน / ลำพูน : ต๋ำเตา หรือ ยำเตา
11.ทุกสถานที่ที่คณะเข้าเยือน ควรค่าแก่การอนุรักษ์ เราเตรียมมอบเงินบริจาค
12.นั่งรถราง / นั่งรถม้า ประหยัดพลังงาน

0 ค่าบริหารดำเนินการ

0

05.00 ท่าอากาศยานสุววรณภูมิ

คณะพร้อมกันที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ลงประตู 2 เคาน์เตอร์เช็คอิน สายการบิน Thai Smile (WE) แถวที่ D 3-10 พบทีมงานรออำนวยความสะดวกด้านสัมภาระ มอบเอกสารการเดินทาง...แจ้งย้ำเรื่องการปฏิบัติตัวในการเดินทางเพื่อป้องกันตนเอง
#พร้อมมอบอาหารเช้าแบบสะดวกทาน และสเปรย์แอลกอฮอล์แก่ทุกท่าน (กรุณาอย่าลืมบัตรประชาชนนะคะ)

07.25 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เดินทางสู่ ท่าอากาศยานเชียงใหม่

ออกเดินทางสู่ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ โดยสายการบิน Thai Smile เที่ยวบินที่ WE 102 ค่ะ

08.45 ท่าอากาศยานเชียงใหม่

คณะเดินทางถึง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เชิญทุกท่านรับสัมภาระ และจัดการภารกิจส่วนตัว

09.15 รถตู้ เดินทางสู่ อ.แม่ทา จ.ลำพูน

***รถตู้ท้องถิ่นรับคณะ นำท่านเดินทางมุ่งหน้าสู่
*** อ.แม่ทา จ.ลำพูน (ระยะทาง 71 กม./1.15 ชม.)
***เมืองหริภุญไชย หรือ เมืองลำพูน อาณาจักรอันรุ่งเรืองและเก่าแก่ที่สุดในภาคเหนือสร้างขึ้นเมืองปี พ.ศ.1439

ตามตำนานกล่าวว่า มีฤาษีสององค์คือวาสุเทพฤาษีและสุกันตฤาษีซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกัน วันหนึ่งฤาษีทั้งสององค์ได้เอาไม้เท้าขีดพื้นดินเป็นรูปหอยวงรีแล้วเนรมิตให้เป็นเมืองขึ้น เกณฑ์พวกเม็งคบุตร หรือ ชนเชื้อชาติมอญมาสร้างเมืองนี้ขึ้น ในพื้นที่ระหว่างแม่น้ำสองสาย คือ แม่น้ำกวงและแม่น้ำปิงตั้งชื่อว่า “นครหริภุญไชย”

เมื่อมาสร้างเสร็จได้ส่งทูตไปเชิญ พระนางจามเทวี ธิดาของพระเจ้ากรุงละโว้ จากเมืองลพบุรีขึ้นมาเป็นปฐมกษัตริย์ปกครองเมืองหริภุญไชยพระนางจามเทวีได้เสด็จขึ้นมายังนครหริภุญชัยโดยทางเรือขึ้นมาตามลำน้ำปิงใช้เวลากว่า 4 เดือน

เมื่อพระองค์เสด็จมาถึงยังเมืองหริภุญชัย ชาวเมืองได้จัดงานเฉลิมฉลองต้อนรับเป็นเวลาหลายวัน มีการสืบราชวงศ์กษัตริย์ ต่อมาหลายพระองค์ จนกระทั่งถึงสมัยพระยายีบาจึงได้เสียการปกครองให้แก่พ่อขุนเม็งรายมหาราช ผู้รวบรวม แว่นแคว้นทางเหนือเข้าเป็นอาณาจักรล้านนา เมืองลำพูน ถึงแม้ว่า จะตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรล้านนา แต่ก็ได้เป็นผู้ถ่ายทอดมรดกทางศิลปและวัฒนธรรมให้แก่ผู้ที่เข้ามาปกครอง ดังปรากฏหลักฐานทั่วไปในเวียงกุมกาม เชียงใหม่และเชียงราย เมืองลำพูนจึงยังคงความสำคัญในทางศิลปะและวัฒนธรรมของอาณาจักรล้านนา จนกระทั่งสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

เมืองลำพูนจึงได้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทย มีผู้ครองนครสืบต่อกันมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เมื่อเจ้าผู้ครองนครองค์สุดท้าย คือ พลตรีเจ้าจักรคำ ขจรศักดิ์ ถึงแก่พิราลัย เมืองลำพูนจึงเปลี่ยนเป็นจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ปกครอง สืบมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน


“พระนางจามเทวี” ทรงเป็นปฐมกษัตริย์ที่ครองนครหริภุญไชย พระองค์ทรงปกครองบ้านเมืองให้มีความเจริญรุ่งเรืองทั้งด้านการค้า ศาสนาศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะทางด้านการบูรณะและสร้างวัดนั้น พระองค์ได้กระทำอย่างต่อเนื่อง เพราะพระองค์ทรงมีความเลื่อมใสในบวรพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ดังจะเห็นว่า เมื่อครั้งที่พระองค์เดินทางขึ้นมาครองนครหริภุญชัยนั้น พระองค์ได้นำบรรดาเจ้านาย พระสงฆ์และผู้ติดตามอีกอย่างละ 500 คน พระนางจามเทวีทรงปกครองเมืองหริภุญไชยอยู่นานกว่า 80 ปีพระองค์ได้ทรงสร้างวัดต่าง ๆ ไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น วัดพระธาตุหริภุญชัย วัดวัดพระยืน วัดจามเทวี วัดมหาวัน

ซึ่งท่านจะได้แวะชมความสวยงามของวัดประวัติศาสตร์เหล่านี้ พร้อมร่วมรับฟังประวัติความเป็นมาของจังหวัดลำพูน และเรื่องน่าอัศจรรย์อีกมากมายภายในทริปค่ะ

10.30 อุโมงค์ขุนตาน

คณะเดินทางถึง # สถานีรถไฟขุนตาน
“อุโมงค์ขุนตาน” หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ถ้ำขุนตาน”
ตั้งอยู่ในพื้นที่ของ อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล บนทางรถไฟสายเหนือ ตั้งอยู่ที่บ้านขุนตาน อ.แม่ทา จ.ลำพูน อยู่ห่างจากสถานีรถไฟกรุงเทพ เป็นระยะทาง 683.140 กม. ตั้งอยู่ระหว่างสถานีรถไฟทาชมภู อ.แม่ทา จ.ลำพูน และ สถานีรถไฟแม่ตานน้อย อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง

“อุโมงค์ขุนตาน” มีความยาว 1.3 กิโลเมตร อุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย จากจำนวน 7 อุโมงค์รถไฟในประเทศไทยที่มีอยู่ในปัจจุบัน และเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ปราบเซียนของรถไฟทุกขบวนที่ย่างกรายมาถึงเชียงใหม่ ด้วยการตั้งอยู่จุดที่สูงที่สุดของเส้นทางรถไฟในประเทศไทยด้วยเช่นกัน ปากอุโมงค์ก่อด้วยอิฐสีแดงและมีตราครุฑสีแดงบนพื้นเหลืองอยู่เหนือปากอุโมงค์อยู่เพียงอุโมงค์เดียวในประเทศไทย ตราครุฑพ่าห์เหนือปากอุโมงค์ ระบุปี 2461 ซึ่งเป็นปีที่อุโมงค์แล้วเสร็จสมบูรณ์ อุโมงค์ขุนตานเป็นทางตรง มีโค้งบริเวณปากอุโมงค์ทิศเหนือเล็กน้อย ปากอุโมงค์ด้านเหนือสูงกว่าปากอุโมงค์ด้านใต้ ซึ่งถ้าหากเรายืนอยู่ปากอุโมงค์จะมองเห็นแสงสว่างของปากอุโมงค์อีกฝั่งเล็กๆ อยู่ในความมืด

**บริเวณปากถ้ำมีศาลเจ้าพ่อขุนตาน/ ด้านบนมีศาลพระยาเบิก / บ่อน้ำบาดาล รวมถึงสถูปกระดูกของมิสเตอร์อีมิลล์ ไอเซ่น โฮเฟอร์ วิศวกรชาวเยอรมันผู้คุมงานก่อสร้างอุโมงค์และภรรยาตั้งอยู่บนสนามหญ้าเล็กๆ ที่นั่นด้วย และด้านซ้ายมือของอุโมงค์มีบันไดเล็กๆ เป็นทางเดินเท้าไปสู่ที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล

***ห่างจากปากอุโมงค์จะพบ #สถานีขุนตานหลังเดิม เป็นอาคารไม้เล็กๆ กะทัดรัด ทางรถไฟพุ่งออกมาจากอุโมงค์ปั๊บก็เป็นสถานีปุ๊บ ไม่มีทางหลีก รถไฟสวนกันไม่ได้ ต่อมาในปี 2502 ได้มีการย้ายที่ตั้งอาคารสถานีใหม่และสร้างทางรถไฟเพิ่มขึ้นมาอีก 3 ทางกลายเป็นย่านสถานีขุนตานอย่างที่เห็นในปัจจุบัน นอกจากนั้น อาคารใหม่สร้างให้มีรูปแบบคล้ายกับใช้ท่อนซุงสร้างสถานีแบบกระท่อมในป่า โอบล้อมด้วยชุมชนหมู่บ้านสถานีรถไฟขุนตานลดหลั่นไปตามเชิงเขา

***ด้านทิศเหนือไปไม่กี่ร้อยเมตร คือ #สถานีรถไฟขุนตาน สถานีรถไฟที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในประเทศไทยด้วยความสูง 578 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง สภาพภูมิประเทศของสถานีและอุโมงค์โอบล้อมไปด้วยเขาทั้ง 3 ด้าน โดยมีบ้านเรือนของชาวบ้านในหมู่บ้านขุนตานรายล้อมอยู่ลดหลั่นไปตามความชันของลาดเชิงเขา ทำให้ที่นี่เหมือนเมืองเล็กๆ ที่มีความเย็นฉ่ำของอากาศอยู่ตลอดเวลา
วิทยากรนำท่านเดินชม ณ จุดต่าง ๆ

11.30 รถตู้ เดินทางสู่ สะพานขาวทาชมภู

นำทุกท่านออกเดินทางสู่ #สะพานขาวทาชมพู อ.แม่ทา จ.ลำพูน (ระยะทาง 11 กม./20 นาที)

11.50 สะพานขาวทาชมภู

คณะเดินทางถึง # สะพานขาวทาชมภู
ที่ชื่อนี้เพราะตั้งอยู่ในพื้นที่ของ “บ้านทาชมภู” อ.แม่ทา จ.ลำพูน
พาท่านจิบกาแฟยามเช้าที่ร้านกาแฟสุดชิค ริมทางรถไฟ
พร้อมเดินชมสะพานประวัติศาสตร์ ชาวบ้านเรียก ชื่อกันว่า “สะพานขาว” หากนั่งรถไฟสะพานจะตั้งอยู่ห่างจากอุโมงค์ขุนตานเพียง 5 กิโลเมตร สร้างขึ้นหลังจากอุโมงค์ขุนตานแล้วเสร็จเพียง 1 ปี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดี ที่เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ.2461

สร้างเสร็จในปีพ.ศ.2463 เพื่อใช้เป็นเส้นทางเดินรถไฟจากลำปาง มายังเชียงใหม่ เพื่อให้รถไฟข้ามผ่านลำน้ำแม่ทา มีลักษณะรูปทรงโค้งทาสีขาวเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก

สะพานแห่งนี้มีความแปลกและท้าทาย คือ เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก ปกติสะพานรถไฟจะสร้างด้วยเหล็กเท่านั้น เพราะสามารถทนต่อแรงสั่นสะเทือนและอ่อนตัวได้ดีกว่า แต่เนื่องจากช่วงเวลาที่สร้างสะพานเป็นภาวะสงคราม จึงไม่สามารถหาเหล็กมาสร้างสะพานได้ แต่ด้วยการคำนวณและควบคุมงานที่ยอดเยี่ยมของ “นายพลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตร ไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน” ได้ทำให้สะพานยังคงใช้งานได้อยู่จนถึงทุกวันนี้ และในปัจจุบันได้กลายเป็นสถานที่ถ่ายรูปสำหรับนักท่องเที่ยว ถือได้ว่าเป็นจุดเช็คอินหลักของจังหวัดลำพูนเลยก็ว่าได้ ช่วงเวลาปกติทุกวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี จะมีการจัดงานที่คู่รักจะมาจดทะเบียนสมรถ ณ สะพานแห่งนี้

ให้ท่านได้เดินชมวิวและ #บริการเครื่องดื่ม+ของว่างแก่ทุกท่าน @ สุดสะแพน คาเฟ่ต์

12.30 รถตู้ เดินทางสู่ อ.เมือง จ.ลำปาง

นำทุกท่านออกจากสถานีรถไฟขุนตาน มุ่งหน้าสู่ # อ.เมือง จ.ลำปาง (ระยะทาง 67 กม./1 ชม.)

13.30 ขนมจีน 4 น้ำยา ครัวมุกดา

รับประทานอาหารกลางวัน ขนมจีน 4 น้ำยา @ ครัวมุกดา ร้านขนมจีนชื่อดังของเมืองลำปาง ที่ไม่ได้มีดีแค่ขนมจีน แต่เมนูพื้นเมืองอย่างไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่ม ก็อร่อยไม่แพ้กันค่ะ หรือหากท่านใดชอบทานอาหารเวียดนาม ที่นี่ก็มีเมนูปอเปี๊ยะญวน ปากหม้อญวณให้ได้ทานกันค่ะ

14.30 รถราง นำชม ชุมชนท่ามะโอ-วัดปงสนุกเหนือ

เปลี่ยนบรรยากาศนำท่าน ขึ้นรถราง เดินทางเข้าชมย่าน “ชุมชนท่ามะโอ” ตั้งอยู่ฝั่งเหนือของสะพานข้ามแน่น้ำปิง บริเวณสะพานเขลางค์นคร เป็นชุมชนที่เก่าแก่ของเมืองลำปาง ได้มีการเหล่าสืบต่อกันมาว่ามีมาตั้งแต่สมัยที่พม่าเข้ามาทำการค้าไม้สักกับชาวอังกฤษในจังหวัดลำปาง จึงได้มีการสร้างบ้านเรือนมากมาย รวมถึงวัดวาอารามที่สำคัญของชุมชนท่ามะโอ ซึ่งเป็นแหล่งที่ตั้งของที่ทำการบริษัททำไม้ต่างๆ ความเจริญรุ่งเรืองของชุมชน พม่า มอญ และไทใหญ่ สะท้อนผ่านการสร้างอาคารบ้านเรือนแลวัดวาอารามหลายแห่ง

จุดแรกขอนำคณะเข้าชม # วัดปงสนุกเหนือ ที่เคยเป็นศูนย์กลางเมืองนคร (หรือเวียงละกอน) สมัยล้านนารุ่งเรือง และมีบทบาทสำคัญใน หน้าประวัติศาสตร์เคยเป็นที่ตั้งของ เสาหลักเมืองหลักแรกของเมืองลำปาง เป็นแหล่งรวมสิ่งของสำคัญหลายอย่างที่ทรงคุณค่าทางด้านศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรมมากมาย อาทิ พระพุทธรูปไม้ เสาหงส์ ซุ้มประตูโขง ภาพพระบฎ หีบธรรมโบราณ และ ธงช้างเผือกขนาดใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 6 สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัย “เจ้าอนันตยศ” ซึ่งเป็นราชบุตรของ “พระนางจามเทวี” แห่งหริภุญไชย (จังหวัดลำพูนในปัจจุบัน) เมื่อครั้งเสด็จมาสร้างเขลางค์นคร (จังหวัดลำปางในปัจจุบัน) เมื่อปี พ.ศ. 1223

งานสถาปัตยกรรมที่สำคัญได้แก่ พระธาตุศรีจอมไคล และวิหารพระเจ้าพันองค์ ซึ่งตั้งอยู่บนม่อนดอย โดยวิหารพระเจ้าพันองค์ที่ได้รับรางวัลหลังนี้สร้างด้วยไม้ เป็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวของประเทศ ตัวอาคารแสดงถึงการรวบรวมทั้งงานด้านจิตรกรรม สถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างไทย จีน พม่า ผสมผสานเข้าไว้ด้วยกันอย่างสวยงาม โครงสร้างของวิหารมีลักษณะเป็นมณฑปเปิดโล่งตรงกลางประดิษฐานพระพุทธรูปสี่องค์ พระพักตร์แต่ละองค์ก็หันออกไปยังทิศทั้งสี่ ในส่วนของหลังคามีลักษณะซ้อนกันสามชั้นซึ่งตกแต่งไว้อย่างสวยงาม รวมไปถึงเสาสี่เหลี่ยมที่ค้ำตัววิหารก็มีลวดลายอันน่าวิจิตรปรากฏให้เห็นอยู่แทบทุกต้น และบริเวณด้านบนรอบในของตัววิหารนั้นได้รับการประดับด้วยพระพิมพ์องค์เล็กจำนวนมากถึง 1,080 องค์ นี่จึงเป็นที่มาของชื่อ วิหารพันองค์

ได้รับการบูรณะอย่างถูกหลักวิชาการ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน หนึ่งเดียวของไทยที่ ! ได้รับรางวัลการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จาก UNESCO ในปี 2551 (Award of Merit Wat Pongsanuk; Asia-Pacific Heritage Awards for Culture Herritage Conservation from UNESCO Year 2008)

16.00 รถราง นำชมอาคารโบราณอายุกว่า 100 ปี @ บ้านหลุยส์ ที. เลียวโนเวนส์

แวะชมความงามของสถาปัตยกรรมโบราณที่ #บ้านหลุยส์ ที่มีอายุรวมกว่า 100 ปี
ในอดีตจังหวัดลำปาง เป็นหนึ่งในจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศไทยที่มีการให้สัมปทานกิจการทำป่าไม้แก่บริษัทต่างชาติ และบ้านหลุยส์ ที เลียวโนเวนส์ ก็เป็นหนึ่งในหลักฐานที่หลงเหลืออยู่ของอิทธิพลของจากชาติตะวันตก
ในดินแดนล้านนาในยุคสมัยนั้น

บ้านหลังนี้เป็นบ้านของ “นายหลุยส์ โทมัส เลียวโนเวนส์” บุตรชายของ “นางแอนนา เลียวโนเวนส์ หรือ แหม่มแอนนา” ที่ท่านคุ้นชื่อกันดี แหม่มแอนนาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษของราชสำนักในสมัยรัชกาลที่ 4 หลุยส์เริ่มเข้าสู่วงการค้าไม้ พ.ศ. 2427 โดยได้รับแต่งตั้งเป็นตัวแทนของ “บริษัทบริติชบอร์เนียว”
ในการเจรจาขอรับอนุญาตทำป่าไม้ประจำเมืองระแหง (ปัจจุบัน คือ อำเภอหนึ่งในจังหวัดตาก) ต่อมา พ.ศ. 2439 เขาได้ลาออกจากบริษัท บริติชบอร์เนียว เพื่อเปิดบริษัทค้าขายทั่วไปของตัวเองที่เชียงใหม่ และได้ย้ายบริษัทมาตั้งที่ จ.ลำปาง เมื่อปี พ.ศ. 2442 พร้อมทั้งได้รับสัมปทานทำป่าไม้ด้วย เขาได้ตั้งบริษัท หลุยส์ โทมัส ลีโอโนเวนส์ จำกัดขึ้น ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น หลุยส์ ที. ลีโอโนเวนส์ จำกัด ในภายหลังได้ทำเป็นธุรกิจสัมปทานไม้สัก รับเป็นผู้แทนบริษัทผลิตซีเมนต์ นำเข้าแชมเปญ วิสกี้ เครื่องพิมพ์ดีด ผลิตภัณฑ์ด้านวิศวกรรม และธุรกิจประกันภัย ดังนั้น บ้านหลังนี้จึงปลูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นทั้ง

ที่พักของนายหลุยส์และอาคารสำนักงานของเขาที่ลำปาง เมื่อหลุยส์ ที. เลียวโนเวนส์ เสียชีวิตที่อังกฤษในปี พ.ศ. 2462 โดยเรต้า ภรรยาของเขาแบ่งมรดกส่วนหนึ่งกลับคืนสู่สยาม โดยบริจาคให้หลายแห่ง ทั้งกองทุนสร้างตึกโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โอนให้นิคมโรคเรื้อนที่เชียงใหม่ และบริจาคให้สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าสยาม สภาอุณาโลมสยาม (สภากาชาด) กรมป่าไม้จึงได้รับมอบโอนกิจการทำไม้ของบริษัท บริติชบอร์เนียว จำกัด และบริษัท หลุยส์ ที. เลียวโนเวนส์ รวมถึงบ้านหลังนี้ด้วย ในปี พ.ศ. 2482 บ้านหลังนี้จึงกลายเป็นอาคารที่ทำการขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ในระยะหนึ่ง และต่อมาได้กลายเป็นบ้านพักสำหรับพนักงาน จนกระทั่งพนักงานลดจำนวนลงจึงไม่มีผู้พักอาศัยอีกและทรุดโทรมไปตามกาลเวลา

ลักษณะเป็นบ้านกึ่งปูนกึ่งไม้ 2 ชั้น แบบเรือนปั้นหยา สไตล์โคโลเนียล ชั้นล่างก่อปูนแข็งแรง ส่วนชั้นบนเป็นเรือนไม้ มีจุดเด่น คือ ห้องโถงที่ทำเป็นมุขเจ็ดเหลี่ยมยื่นออกไปด้านหน้า ติดหน้าต่าง บานเกล็ดไม้โดยรอบ

บริเวณโดยรอบบ้านมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น และยังมีอาคารสำนักงานอีกหนึ่งหลัง เป็นอาคารถือปูนชั้นเดียว อาคารหลังนี้แต่เดิมใช้เป็นที่เก็บตู้เซฟของบริษัทของนายหลุยส์

ปัจจุบันบ้านหลังนี้อยู่ในความดูแลขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ภาคเหนือบน ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านพักองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ลำปาง โดยทาง ออป.ได้ร่วมมือกับภาคเอกชน & ชุมชนท่ามะโอ และเครือข่ายลำปางรักษ์เมืองเก่า ได้เริ่มทำโครงการบูรณะซ่อมแซมเพื่อให้ตัวบ้านคงสภาพดีดั่งเดิมให้ได้มากที่สุดตั้งแต่ พ.ศ. 2560

16.30 รถราง นำชม วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม

นำคณะเข้าชื่นชมความงามของวัดวาอารามและถิ่นฐานย่านเมืองเก่า
...................นำท่านชม วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม วัดเก่าแก่และสวยงามมีอายุนับพันปีเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต)

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ กล่าวว่า พระเจ้าสามฝั่งแกนเจ้าเมืองเชียงใหม่ ได้จัดขบวนช้างไปรับพระแก้วมรกตจากเชียงรายเพื่อจะอัญเชิญมา ประดิษฐานยังนครเชียงใหม่ ครั้นถึงทางแยกเมืองนครลำปาง ช้างก็ตื่นวิ่งเข้าไปในนครลำปาง ในที่สุด พระเจ้าสามฝั่งแกนต้องยินยอมให้พระแก้วมรกต ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระแก้วดอนเต้า เป็นเวลาถึง 32 ปี ชมองค์พระบรมธาตุดอนเต้า พระเจดีย์องค์ใหญ่ซึ่งบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า วิหารหลวงที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ที่มีอายุเก่าแก่ วิหารพระเจ้าทองทิพย์ สร้างโดยพระนางจามเทวี อายุกว่า 1,000 ปี ประดิษฐานพระเจ้าทองทิพย์ศิลปะสมัยเชียงแสน มณฑปหรือพญาธาตุศิลปะแบบพม่า วิหารลายคำสุชาดาราม ฝีมือช่างเชียงแสน ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังโดยมีลวดลายทอง ประดับตามส่วนต่าง ๆ งดงาม เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเชียงแสน และยังมีพิพิธภัณฑสถานแห่งล้านนา อันเป็นแหล่งรวบรวมศิลปวัตถุแบบล้านนา เช่น สัตตภัณฑ์ เครื่องถ้วย กระเบื้องพระพุทธรูป เป็นต้น

ร่วมฟังเรื่องเล่าปริศนาพระแก้วดอนเต้า พระพุทธรูปคู่เมืองที่มีตํานานเล่าต่อกันมาว่า นางสุชาดา ได้พบแก้วมรกตในแตงโม (ภาษาเหนือเรียกว่าหมากเต้า) และนำมาถวายเจ้าอาวาส เพื่อแกะสลักเป็นพระพุทธรูป ซึ่งก็คือ พระแก้วดอนเต้า ต่อมาได้มีผู้ไปฟ้องเจ้าเมือง ลำปางในขณะนั้นว่า พระเถระและนางสุชาดาเป็นชู้กัน เจ้าเมืองลำปาง จึงให้จับนางสุชาดาไปประหารชีวิต ส่วนพระเถระองค์นั้นทราบข่าวก็ได้อัญเชิญพระพุทธรูปหนีไป โดยได้นำไปฝากไว้ที่ วัดพระธาตุลําปางหลวง มาจนปัจจุบัน ซึ่งทุกท่านจะได้ไปชมพระแก้วดอนเต้าองค์จริงในวันถัดไปค่ะ

18.00 ครัวรันเวย์ หรือเทียบเท่า ( โรงแรมทรีธารา )

รถตู้รับคณะเดินทางประมาณ 10 นาที # รับประทานอาหารค่ำที่ ครัวรันเวย์

19.00 โรงแรมทรีธารา

หลังอาหารค่ำนำคณะเข้าที่พัก # โรงแรมทรีธารา (พักค้าง 2 คืน)
ที่พักสไตล์โมเดิร์น ดีไซน์เก๋ด้วยโทนสีขาวสะอาดตาดูเรียบหรูไม่ว่าจะมุมไหนก็สวยสบายตา นอกจาก
จะสวยด้วยดีไซน์แล้ว

**สำหรับลูกค้าที่ต้องการผ่อนคลายด้วยการแช่น้ำร้อนออนเซนส่วนตัว
ซึ่งใช้ผงน้ำแร่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ที่นี่ก็มีบริการถึง 3 สไตล์
1.ห้อง Japan Onsen สำหรับ 1 ท่าน (ราคา 590 บาท/ห้อง),
2.ห้อง Zen Onsen สำหรับ 2 ท่าน (ราคา 990 บาท/ห้อง)
3.ห้อง Morocco Onsen สำหรับ 4-6 ท่าน (ราคา 1,490 บาท/ห้อง)
ซึ่งจะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00 น.-20.00 น.ค่ะ

05.30 รถตู้ - วิถียามเช้า @ กาดเก๊าจาว

เที่ยวให้เข้าใจคนท้องถิ่นต้องเดินตลาดเช้าค่ะ ท่านใดอยากไปสัมผัสมองวัฒนธรรมผ่านวิถียามเช้า
การค้าขาย อาหารการกิน ชวนท่านไปลั้นลาที่ # กาดเก๊าจ้าว ใกล้สถานีรถไฟลำปาง ตลาดเช้าแบบบ้าน ๆ ของชาวลำปาง พร้อมเลือกซื้อของฝากอาหารเหนือ น้ำพริกหนุ่ม แคปหมู ไส้อั่ว

และท่านยังสามารถเดินชมกาดไปเรื่อย ๆ ไปจนถึง # สถานีรถไฟนครลำปาง (ห่างไป 850 เมตร)

06.30 นำชมอาคารในประวัติศาสตร์ @ สถานีรถไฟนครลำปาง

# สถานีรถไฟนครลำปาง สร้างแต่ปี พ.ศ. 2458
วิทยากรนำท่านชม จุดไฮไลท์ ภายในสถานีแห่งนี้ เริ่มตั้งแต่ป้ายตัวอักษร “นครลำปาง” ที่ปรากฎเหนือช่องโค้งในอาคารสถานี ฟังเรื่องราวประวัติศาสตร์ก่อนจะกลายมาเป็น “จังหวัดลำปาง” เช่นที่เรียกอยู่ในปัจจุบัน

จากนั้นชม รอยกระสุน ที่บริเวณขื่อคานของสถานีรถไฟ อันเป็นผลพวงมาจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสถานีรถไฟถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายสัมพันธมิตร ต้องการทำลาย เนื่องจากเป็นเส้นทางลำเลียงเสียงและยุทโธปกรณ์ของญี่ปุ่น ปัจจุบันจึงยังเห็นรอยกระสุนเป็นวัตถุพยานอยู่

อีกจุดสำคัญที่พลาดไม่ได้คือ อาคารสถานี ที่สร้างผสานสถาปัตยกรรมไทยภาคเหนือกับสถาปัตยกรรม ยุโรป ที่ยังคงรูปแบบและเอกลักษณ์เดิมไว้ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ จนได้รับรางวัลจาก สมาคมสถาปนิกสยามฯ ให้เป็นอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประเภทอาคารสถาบันและสาธารณะ ประจำปี พ.ศ.2536

ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ห้ามพลาดหากต้องการทำความรู้จักนครลำปาง เริ่มก่อสร้างใน พ.ศ.2458 และเปิดทำการเดินรถตั้งแต่ พ.ศ.2459 สมัยนั้นสถานีรถไฟนครลำปางยังเป็นสถานีปลายทางของขบวนรถไฟสายเหนือ ก่อนจะขยายการก่อสร้างต่อไปถึงนครพิงค์ หรือเมืองเชียงใหม่ใน พ.ศ.2464
พื้นที่แห่งนี้จึงเคยทำหน้าที่เป็นชุมทางขนส่งมวลชนที่ทันสมัยที่สุด และเป็นตัวแปรสำคัญในการเปลี่ยนเศรษฐกิจของเมือง ด้วยการเป็นจุดขนถ่ายกระจายสินค้าและส่งเสริมการเดินทางของผู้คนจากกรุงเทพฯ ก่อนจะเดินทางต่อไปสู่พื้นที่อื่น ๆ ในภาคเหนือ
นอกจากนี้ยังมีจุดอื่น ๆ ที่อยากชวนให้ท่านชมเพื่อย้อนระลึกถึงความสำคัญของสถานีรถไฟนครลำปางครั้งวันวาน เช่น ตราชั่งจากเนเธอร์แลนด์ที่ยังทรงประสิทธิภาพใช้งานมายาวนานกว่าศตวรรษ พื้นที่คลังสินค้าสำหรับเป็นโกดังเก็บและกระจายสินค้า รวมถึงวงเวียนหน้าสถานีรถไฟ อาคารห้างร้าน และโรงแรมในย่านสถานีรถไฟ

สิ่งเหล่านี้บ่งบอกถึงความสำคัญของสถานีรถไฟนครลำปางและความเปลี่ยนแปลงของหย่อมย่านบ้านเมืองที่ยังรอการมาเยือนจากทุกท่านค่ะ

07.00 โรงแรมทรีธารา

กลับมา #รับประทานอาหารเช้า ณ ที่พัก โรงแรมทรีธารา แล้วเตรียมตัวเดินทางกันต่อค่ะ

08.30 รถตู้ เดินทางสู่ อ.เกาะคา จ.ลำปาง

ออกเดินทางสู่ # อ.เกาะคา จ.ลำปาง (ระยะทาง 12 กม./20 นาที)

09.00 วัดพระธาตุลำปางหลวง

นำคณะเข้าชม # วัดพระธาตุลำปางหลวง นำท่านนมัสการพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองลำปาง ตามตำนานกล่าวว่า มีมาตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวี ในราวพุทธศตวรรษที่ 20 และยังเป็น พระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีฉลู อีกด้วยค่ะ

ในทางประวัติศาสตร์นครลำปาง วัดพระธาตุลำปางหลวงมีประวัติว่า เมื่อปี พ.ศ. 2275 นครลำปางว่างจากผู้ครองนคร และเกิดความวุ่นวายขึ้น สมัยนั้นพม่าเรืองอำนาจได้แผ่อิทธิพลปกครองอาณาจักรล้านนาไว้ได้ทั้งหมด พม่าได้ยึดครองนครเชียงใหม่ ลำพูน โดยแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์พม่า ท้าวมหายศเจ้าผู้ครองนครลำพูนได้ยกกำลังมายึดนครลำปาง โดยได้มาตั้งค่ายอยู่ภายในวัดพระธาตุลำปางหลวง ครั้งนั้น “หนานทิพย์ช้าง” ชาวบ้านปงยางคก (ปัจจุบันอยู่อำเภอห้างฉัตร) วีรบุรุษของชาวลำปาง ได้รวบรวมพลทำการต่อสู้ทัพเจ้ามหายศ โดยลอบเข้ามาในวัด และใช้ปืนยิงท้าวมหายศตาย แล้วตีทัพลำพูนแตกพ่ายไป ปัจจุบันยังปรากฏรอยลูกปืนอยู่บนรั้วทองเหลืองที่ล้อมองค์พระธาตุเจดีย์ ต่อมาหนานทิพย์ช้างได้รับสถาปนาขึ้นเป็น พระยาสุลวะลือไชยสงคราม เจ้าผู้ครองนครลำปาง และเป็นต้นตระกูล ณ ลำปาง เชื้อเจ็ดตน ณ เชียงใหม่ ณ ลำพูน ณ น่าน

หากใครไม่ได้แอ่ววัดนี้ก็เหมือนมาไม่ถึงเมืองลำปาง โบราณสถานแห่งนี้ทรงคุณค่าแก่การท่องเที่ยวและเรียนรู้ เชิญวิทยากรบรรยายถึงความสำคัญ ซึ่งเป็นวัดที่ราชบุตรของพระนางจามเทวีมาสร้างไว้เป็นวัดประจำเมืองและเล่าเรื่องราววีรกรรมของ “หนานทิพย์ช้าง” ต้นราชวงศ์ของพระเจ้าเจ็ดตน แห่งอาณาจักรล้านนาและพระราชชายาเจ้าดารารัศมี รวมทั้งการวางผังวัดแบบโบราณของทางล้านนา ที่ปัจจุบันแทบจะเลือนหายไปหมดแล้ว

ก่อนเดินชมความงามทางสถาปัตยกรรมและวิจิตรศิลป์ของโบราณสถานที่สร้างด้วยฝีมือช่างชั้นครู อาทิ บันไดนาค ซุ้มประตูโขงวิหารพระเจ้าล้านทอง ภาพเขียนบนไม้คอสอง วิหารน้ำแต้ม ชม 1 ใน Unseen พระธาตุหัวกลับ หอพระแก้ว แล้วร่วมสักการะพระพุทธรูปคู่เมืองลำปาง “พระแก้วดอนเต้า”

11.00 รถตู้ เดินทางสู่ อ.เมือง จ.ลำปาง

พาคณะกลับเข้าสู่ # อ.เมือง จ.ลำปาง (ระยะทาง 16 กม./30 นาที)

11.30 พิพิธภัณฑ์เซรามิคธนบดี

นำทุกท่านเข้าชม # พิพิธภัณฑ์เซรามิคธนบดี
***ต้นกำเนิดโรงงานชามตราไก่แห่งแรก ของจังหวัดลำปาง
***สถานที่ที่รวบรวมเรื่องราวความเป็นต้นกำเนิดเซรามิคลำปาง และตำนาน “ชามไก่แห่งธนบดี” หนึ่งเดียวที่ยังคงอนุรักษ์ประวัติศาสตร์แห่งความภาคภูมิใจให้สมกับที่ลำปางเป็นเมืองแห่งเซรามิคของประเทศไทย

ภายในพิพิธภัณฑ์แสดงถึงประวัติของบริษัทในเครือธนบดี ต้นกำเนิดชามไก่
การค้นพบแร่ดินขาวและก่อตั้งโรงงานชามไก่ครั้งแรกในจังหวัดลำปาง
ชามไก่มาจากไหน หายไปไหน แล้วกลับมาได้อย่างไร
ชมการสาธิตการผลิตชามไก่แบบโบราณ การผลิตเซรามิคสมัยใหม่
เตามังกรโบราณเก่าแก่ที่สุดขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานจากกรมศิลปากร
ชมชามไก่เล็กที่สุดในโลกเล็กกว่าเมล็ดข้าวเปลือก
ชามไก่ทองคำ ชามไก่บางที่สุด
ขลุ่ยเซรามิคเลาเเรกของโลก ชมนวัตกรรมเซรามิค
การวาดชามไก่สุดวิจิตร งดงามและอ่อนช้อย
ชมไฮไลท์ ชามไก่ขนาดเล็กที่สุดในโลก ชามไก่ทองคำแท้ ที่มีมูลค่าสูงถึง 150,000 บาท และชามไก่บาง ที่บางจนแสงสามารถทะลุผ่านชามได้

จากนั้นเชิญท่านเลือกซื้อสินค้าขึ้นชื่อ เซรามิคหลากหลายรูปแบบ ในราคาโรงงาน ณ เมืองที่มีเครื่องปั้นลือนาม

13.00 สวนอาหารสระลอย เรือนแพลำปาง

เดินทางต่ออีกประมาณ 2 กม./5 นาที # รับประทานอาหารกลางวัน สวนอาหารสระลอย เรือนแพลำปาง.................................หลังอาหารนำคณะเดินทางสู่ย่านตลาดเก่า ถนนกาดกองต้า ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 นาทีค่ะ

14.00 อาคารหม่องโง่ยซิ่น

แวะจิบกาแฟและเชิญเจ้าของบ้านนำชมทั้ง 3 ชั้น (ปกติเปิดเเค่ชั้นล่างค่ะ)
อาคารหม่องโง่ยซิ่น อาคาร 3 ชั้นอายุร้อยกว่าปี ที่ซ่อนเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ไว้ตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 อาคารหม่องโง่ยซิ่นนั้นสร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ.2451
เป็นเรือนขนมปังขิงหลังคาทรงมะนิลา ลักษณะครึ่งปูนครึ่งไม้ ที่มีลวดลายฉลุไม้พลิ้วไหว สวยงาม ทั้งลายพันธุ์พฤกษา ลายก้านขด ลายประดิษฐ์ ลายสัตว์ รวมถึงลวดลายสัญลักษณ์สะดุดตา ‘MNZ’ อักษรย่อ ‘Moung Ngwe Zin’ และน่าสนใจยิ่งกว่าคือภายในตัวอาคาร มีฝ้าเพดานที่ประดับด้วยดีบุกดุนลายนำเข้าจากออสเตรเลีย สะท้อนถึงฐานะอันมั่งคั่งของเจ้าของบ้าน

นอกจากนี้ทุกท่านจะได้ชม “ห้องลับใต้ดิน” ที่สร้างเอาไว้เพื่อเป็นหลุมหลบภัยในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงบนชั้นสอง มี “ตู้ประจันฝา” ตู้ไม้ที่ซ่อนบันไดลับขึ้นสู่ห้องพระชั้น 3 ที่สะท้อนถึงทักษะฝีมือเชิงช่างและความคิดสร้างสรรค์ของสถาปนิกในศตวรรษก่อนที่ไม่ธรรมดา
ก่อนจะนำท่านลงมาเลือกซื้อเลือกชมเซรามิคดีไซน์ส่งออกต่างประเทศ เสื้อผ้าชาวเขารวมถึงผ้าลุนตยาพม่า ภายใต้แบรนด์วิทรารีย์ เป็นชุดที่ใส่ถ่ายหนังสือแฟชั่นระดับโลก Volk Thailand 2021 ซึ่งปัจจุบัน ‘คุณนพรัตน์ สุวรรณอัตถ์’ ทายาทรุ่นที่ 4 ได้ชุบชีวิตอาคารหลังงามนี้ให้เป็นคาเฟ่ รวมถึงจัดสรรมุมนิทรรศการเล็ก ๆ ที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของตัวอาคารนี้ หม่องโง่ยซิ่นในอดีตจะรุ่งเรืองขนาดไหน ต้องรอรับชม รับฟังไปพร้อม ๆ กันค่ะ
...........หลังจากพักดื่มกาแฟพร้อมฟังเรื่องราวบ้านเก่าจนเต็มอิ่ม
ท่านสามารถแวะถ่ายรูปตามอัธยาศัยที่ถนนตลาดเก่า บริเวณด้านหน้าอาคาร เพราะนอกจากอาคารหม่องโง่ยซิ่นแล้ว บนถนนสายนี้ยังมีอาคารบ้านเรือนสวย ๆ หลากสไตล์ เช่น อาคารฟองหลี อาคารเยียนซีไท้ลีกี อาคารกาญจนวงศ์ เป็นต้น

15.00 นั่งรถม้าชมเมือง

นำคณะขึ้น # รถม้าชมเมือง (ระยะทาง 3 กม./30 นาที) นับเป็นเวลาย้อนหลังไปช่วง 80 ปีที่แล้ว สมัยของเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิตซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 การคมนาคมขนส่งทางรถยนต์ยังพัฒนาไม่ถึงนครลำปาง รถม้าเป็นพาหนะชนิดเดียว ที่ได้รับความนิยมในการเดินทางสูงสุดและสามารถใช้บรรทุกของหรือสินค้า

***รถม้าคันแรกได้ถูกซื้อมาจากกรุงเทพขณะนั้นทางกรุงเทพฯ มีรถยนต์ใช้มากขึ้น บทบาทของรถม้าลากในกรุงเทพฯ จึงลดลงรถม้าจึงได้ถูกนำมาใช้ที่นครลำปาง และยังได้กระจายไปสู่เมืองหลักของภาคต่างๆ ได้แก่ นครราชสีมา นครศรีธรรมราช นครเชียงใหม่ เชียงราย แพร่ น่าน แม่ฮ่องสอน แต่ด้วยเหตุใดไม่ปรากฏประกอบการรถม้าในเมืองดังกล่าวจึงเลิกกิจการไป คงเหลือแต่เฉพาะจังหวัดลำปางแห่งเดียว ที่ยังคงใช้รถม้าอยู่ตราบจนกระทั่งวันนี้ไว้เพื่อการบริการนักท่องเที่ยวทางจังหวัดได้จัดเส้นทางสำหรับรถม้า

ระหว่างทางเพลิดเพลิน กับวิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมฝั่ง แม่น้ำวัง แม่น้ำสายสำคัญของเมืองลำปาง ผ่านชมสะพานแขวนหรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “สะพานส้ม” เนื่องจากราวสะพานแขวนมีสีส้มเด่น ถือเป็นแลนด์มาร์กอีกจุดของชาวเมืองลำปาง จากนั้นผ่านชมวัดดำรงธรรม ก่อนขบวนรถม้าจะส่งท่านเข้าชม...วัดศรีรองเมือง

15.30 วัดศรีรองเมือง

นำท่านเข้าชื่นชมความงามของ # วัดศรีรองเมือง อีกหนึ่งสถานที่ถ่ายทำละครดังเรื่อง ‘รากนครา’ วัดพม่าที่เก่าแก่และสวยงามแห่งเขลางค์นคร สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ช่วงที่ลำปางเป็นศูนย์กลางการค้าขายและการทำไม้ วัดศรีรองเมืองสร้างโดย พ่อเฒ่าจองตะก่าอินต๊ะ คหบดีชาวไทใหญ่ ที่เข้ามาทำไม้ในเมืองลำปาง ของบริษัท บอมเบย์เบอร์ม่า สร้างวัดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2447 เหตุที่มีอาชีพตัดไม้ โค่นต้นไม้ในป่า จึงได้สร้างวัดศรีรองเมืองนี้ไว้ เพื่อเป็นที่พึ่งทางจิตใจ ขอขมาต่อธรรมชาติ โดยใช้ช่างฝีมือชาวพม่าในการบูรณะจากวัดเดิมที่มีอยู่ก่อนชื่อ “วัดศรีสองเมือง” ต่อมา สะกดเพี้ยนมาจนเรียกกันว่า “วัดศรีรองเมือง” สถาปัตยกรรมที่น่าสนใจภายในวัดคือวิหารไม้ซึ่งมีหลังคาจั่วซ้อนกันเป็นชั้นเล็กชั้นน้อย มียอดแหลม 9 ยอด ศิลปะแบบพม่า เพดานประดับด้วยลายไม้แกะสลัก และเสากลมใหญ่จำหลักลวดลายที่ประดับด้วยกระจกสีตั้งแต่พื้นจรดเพดานด้วยช่างที่มีฝีมือประณีตวิจิตรสวยงาม

16.30 วัดศรีชุม

จากนั้นรถตู้ รับคณะเข้าชม # วัดศรีชุม วัดพม่าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2433 โดย “คหบดีพม่าชื่ออูโย” ผู้ติดตามชาวอังกฤษเข้ามาทำงานด้านป่าไม้ในไทย ตามความเชื่อของชาวพม่า เมื่อมีฐานะขึ้นมาเมื่อไหร่จะต้องทำบุญด้วยการสร้างวัด “อูโย” จึงได้สร้างวัดศรีชุมแห่งนี้ขึ้น

**ไฮไลท์ ของวัดศรีชุมจะอยู่ที่ วิหาร หรือ จองทรงปยาธาตุ (อาคารที่มียอดเป็นเรือนที่มีหลังคาซ้อนหลายชั้น) ที่สร้างตามแบบของปราสาทตามสถาปัตยกรรมราชสำนักพม่า เป็นอาคารที่สร้างด้วยไม้มีหลังคาซ้อนกันเป็นชั้น ๆ มีการประดับลวดลายปิดทองประดับกระจกด้วยฝีมืออันประณีตและงดงาม

อย่างไรก็ตาม เวลาเช้าตรู่ของวันที่ 16 มกราคม 2535 ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้พระวิหารทั้งหลังไป เหลือเพียงไม้แกะสลักลวดลายพรรณพฤกษาฉลุโปร่งตรงซุ้มประตูทางขึ้นวิหารเท่านั้น
ซึ่งปัจจุบันได้มีการบูรณะวัดนี้ขึ้นใหม่ และนำชิ้นส่วนเครื่องประดับอาคารที่ถูกไฟไหม้ไปจัดแสดงไว้ด้านหลังวิหาร อาคาร อุโบสถ เป็นอาคารแบบจตุรมุข หลังคาทรงปยาธาตุ ประดับด้วยแผ่นโลหะฉลุลายหลักเสมาเป็นเสากลมทำยอดเป็นรูปดอกบัวตูม พระพุทธรูปประธานเป็นพระพุทธรูปปางมาริวิชัย ศิลปะมัณฑะเลย์
ภายในอุโบสถมีแผ่นจารึกติดอยู่ที่ฝาผนัง เล่าถึงประวัติการสร้างอุโบสถหลังนี้ว่า สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2445 ผู้นำสร้างอุโบสถ คือ อู-ส่วย-อง สามีแม่เลี้ยงโต๊ะ โดยได้นิมนต์พระสงฆ์จากพม่าจำนวน 10 รูปมาประกอบพิธีผูกพัทธสีมาใกล้กับอุโบสถมี ต้นศรีมหาโพธิ์ ที่ฐานประดิษฐาน พระพุทธรูปประจำวันเกิดอยู่โดยรอบ
พระเจดีย์ใหญ่สีทอง (สร้างขึ้นในภายหลัง) ศิลปะพม่าผสมมอญ ซึ่งภายในบรรจุพระบรม-สารีริกธาตุ ที่อัญเชิญมาจากประเทศพม่าเมื่อปี พ.ศ. 2449
ด้วยประวัติศาสตร์และความสำคัญที่มีมาอย่างยาวนาน วัดศรีชุมจึงได้รับ การจดทะเบียนเป็นโบราณสถานในปี พ.ศ. 2524

17.30 กาดกองต้า

แดดร่มลมตก รถตู้รับคณะเดินทางใกล้ ๆ ไปต๊ะต่อนยอน เดินทอดน่องสัมผัสบรรยากาศอีกรูปแบบยามค่ำคืนของ # ตลาดเก่า ตลาดจีน หรือถนนคนเดินกาดกองต้า เพลิดเพลิน เดิน ช้อป ชม ชิม กันแบบชิล ๆ ซึ่งปัจจุบัน กาดกองต้าได้เปิดถนนงานคร้าฟต์ และถนนวัฒนธรรม เพื่อสืบสานงานฝีมือของลูกหลานชาวลำปาง ให้ประจักษ์สู่สายตานักท่องเที่ยว โดยได้มีการเปิดงานอย่างเป็นทางการใน วันที่ 6 พฤศจิกายน 2564 ซื้อหาสินค้าท้องถิ่นนานาชนิด

.....รับประทานอาหารค่ำตามอัธยาศัย เพื่อกระจายรายได้ถึงมือชาวบ้านค่ะ

นอกจากงานศิลปะ งานฝีมือที่ชาวลำปางภาคภูมิแล้ว ในด้านของอาหารการกิน ที่กาดกองต้าก็
ไม่เป็นสอง รองใคร เมนูแนะนำประจำกาดกองต้ามีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ข้าวซอยไก่, ขนมจีนน้ำยาป่า, ขนมจีนน้ำเงี้ยว, ยำขนมจีนกรอบสามรส, รวมถึงไข่ลวกน้ำแร่ร้านดัง ที่ส่งตรงมาจากน้ำพุร้อนแจ้ซ้อน หรือถ้าหากอยากทานก๋วยเตี๋ยวน้ำซุปรสชาติเข้มข้น ต้องไปลองชิมก๋วยเตี๋ยวร้านดัง ร้านมากองต้า บะหมี่เกี๊ยวเจ้าเด็ดประจำกาด กินของคาวเสร็จแล้วต้องต่อด้วยของหวาน ชวนทานขนมข้าวปั้นโบราณ หนึ่งเดียวในจังหวัดลำปาง รสชาติคล้ายจุ๋ยก้วย แป้งนึ่งในถ้วยตะไล เวลาทานให้เอาไม้พายแบ่งเป็น 4 ส่วน แซะรอบถ้วย ทานคู่กับซอสหวาน ไชโป้ว กระเทียว พริกไทย แวะซื้อข้าวแต๋น น้ำแตงโม ของขึ้นชื่อเมืองลำปาง ซื้อทานก็ได้ ซื้อฝากก็ดีค่ะ

19.00 โรงแรมทรีธารา

รถตู้ รับคณะเดินทางกลับที่พัก # โรงแรมทรีธารา (ระยะทาง 7 กม./15 นาที)
..............เชิญทุกท่านพักผ่อนตามอัธยาศัย ฝันดีราตรีสวัสดิ์

06.30 รถตู้ เดินทางสู่ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง

เช็คเอาท์ออกจากโรงแรม # รับอาหารเช้าแบบสะดวกทาน (แซนด์วิช/ผลไม้/น้ำสมุนไพร หรือน้ำผลไม้) ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ # อ.แม่ทะ จ.ลำปาง (ระยะทาง 21 กม./30 นาที)

07.00 ทะเลหมอก @ วัดพระธาตุดอยพระฌาน

คณะเดินทางถึง #วัดพระธาตุดอยพระฌาน
ตั้งอยู่บนยอดเขาอันเงียบสงบภูเขาที่เรียกว่า “ดอยพระฌาน” สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์และทัศนียภาพที่สวยงามของอำเภอแม่ทะ เห็นทิวเขาต้นไม้ที่เขียวขจีได้รอบทิศ ในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาวในช่วงเวลาเช้าสามารถเห็นทะเลหมอกอันงดงามได้อีกด้วย
เคยใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำโฆษณารีเจนซี่ บรั่นดีไทย ชุดแผ่นดินทองออกอากาศเมื่อเดือน เม.ย.2564

จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ บอกไว้ว่าตั้งแต่เกิดมาก็เห็นองค์พระธาตุนี้แล้ว ซึ่งแสดงว่าพระธาตุนี้มีมาก่อนที่จะได้รับการบูรณะเป็นองค์พระธาตุสีขาวในปัจจุบัน โดยพระพรชัย อัคควังโส เจ้าอาวาสวัด ได้เล่าให้ฟังเอาไว้ว่าเมื่อ 7 ปีก่อนนั้น ท่านได้นิมิตว่ามีคนบอกให้ท่านจำพรรษา ในวัดที่มีพระธาตุสีขาว ณ จังหวัดลำปาง
หลังจากนั้นท่านก็ได้เดินทางมาจากนครราชสีมา มาที่จังหวัดลำปาง จนมาพบกับพระธาตุแห่งนี้ และในปี พ.ศ. 2555 ท่านก็ได้เริ่มบูรณะพื้นที่และสิ่งปลูกสร้างใหม่ๆ จนทำให้วัดนี้กลายมาเป็นวัดที่งดงามเหมือนดั่งปัจจุบัน วัดนี้ยังมีประเพณีขึ้นดอยพระฌาน ในวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 7 หรือประมาณเดือน 9 ของทางเหนือก็จะตรงกับช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมของทุกปี

นอกจากวิวสวยๆ แล้ว สิ่งก่อสร้างภายในวัดก็งดงามมากด้วย เพราะตกแต่งในศิลปะแบบล้านนาดั้งเดิม ภายในวัดก็จะมี องค์พระธาตุเก่าแก่สีขาว ยอดฉัตรสีทองอายุกว่า 100 ปีเลยทีเดียวค่ะ และยังเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวเมืองลำปางอย่างมากด้วยเช่นกัน

รวมไปถึงมีแลนด์มาร์กใหม่ที่ทำเอาหลายคนต้องขยี้ตาเมื่อได้เห็น นั่นคือ # “พระพุทธรูปไดบุตสึ” ขนาดใหญ่หน้าตัก 14 เมตร เนื้อทองแดงประดิษฐานไว้บนยอดดอยของวัด ลักษณะคล้ายกับพระไดบุตสึแห่งวัดโคโตคุ เมืองคามาคุระ ประเทศญี่ปุ่น โดยเป็นพระพุทธรูปประทับนั่ง ธยานมุทรา (ปางสมาธิ) ห่มจีวรคลุมแบบเปิดพระอุระแบบสมดุล พระพักตร์โน้มลงไปด้านหน้า พระเนตรมองต่ำ การก่อสร้างพระไดบุตสึแห่งลำปางนี้เริ่มต้นขึ้นในราวปี 2562 โดยองค์พระเพิ่งสร้างสำเร็จเรียบร้อยเมื่อไม่นานมานี้ และที่เห็นองค์พระพุทธรูปเป็นสีออกฟ้าอมเขียวก็เกิดจากสนิมทองแดง หรือการทำปฏิกิริยาทางเคมีของทองแดงกับสภาพอากาศนั่นเอง

ได้ชื่อว่าเป็นวัดที่สวยงาม และถูกขนานนามว่าเป็น Unseen IN Lampang
เพราะเป็นวัดที่สวยงามดั่งอยู่บนสรวงสวรรค์ เนื่องจากตั้งอยู่บนความสูง 350 เมตร จากระดับน้ำทะเลทำให้สามารถมองเห็นพื้นที่ 4 อำเภอของลำปาง คือ อ.เมืองลำปาง อ.แม่ทะ อ.เกาะคา และ อ.แม่เมาะ ชมทะเลหมอกแบบ 360 องศา พร้อมวิวเทือกเขาสลับซับซ้อน ทั้งยังมีขั้นบันไดพญานาคจำนวน 624 ขั้น ที่สามารถเดินชมได้ตั้งแต่เชิงดอยจนถึงตัวพระธาตุ เยี่ยมชมความงดงามของ วิหารสมเด็จองค์ปฐม ที่ปั้นขึ้นด้วยมือทุกชิ้น มีรูปปั้นแม่ย่าสุมาลี สตรีในนิมิตที่ขอให้ท่านเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยพระฌาน สร้างวิหารสมเด็จองค์ปฐมค่ะ

.......08.30 น. แวะพัก จิบกาแฟที่ ร้านกาแฟดอยพระ รีเฟรช
ที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงดอย จากนั้นเตรียมเดินทางกันต่อค่ะ

09.00 รถตู้ เดินทางสู่ อ.ลี้ จ.ลำพูน

ออกเดินทางกันต่อ มุ่งหน้าสู่ ถิ่นแห่งธรรม # อ.ลี้ จ.ลำพูน (ระยะทาง 95 กม./2 ชม.) พาเที่ยวเมืองลี้ ที่ไม่ใช่ลี้ภัย แต่เป็นลี้หนีความวุ่นวายมาหาความสงบงดงาม!! มีเรื่องราวสำคัญให้กล่าวขาน 3 ครูบาเกจิดังแห่งล้านนา ผู้เป็นที่เคารพศรัทธาของผู้คน ครูบาเจ้าศรีวิชัย แห่งวัดบ้านปาง ครูบาเจ้าอภิชัยขาวปี แห่งวัดพระพุทธบาทผาหนาม และ ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา แห่งวัดพระบาทห้วยต้ม

11.00 ไหว้สาเกจิล้านนา...ครูบาวงศ์ @ วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม -พระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย

คณะเดินทางถึง # วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม วัดที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอลี้
ภายในวัดมีศาสนสถานที่สวยงาม ทั้งวิหาร และเจดีย์
นำคณะเข้ากราบสังขาร.... ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ครูบาวงศ์”
ท่านเป็นผู้หนึ่งซึ่งมีส่วนสำคัญในฐานะที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านห้วยต้ม และเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาชาวปาเกอะญอ นอกจากนั้นท่านยังเป็นพระนักพัฒนาและนักก่อสร้างอีกด้วย

ตามตำนานเล่าถึงว่าครั้งพุทธกาล สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จไปโปรดเวไนยสัตว์ในที่ต่าง ๆ ครั้งหนึ่งพระองค์ได้เสด็จมาถึงดงไม้ตาลแล้วขึ้นประทับบนจอมดอยแห่งหนึ่ง เรียกว่า “ดอยนางพี่” ได้ประทานพระเกศาธาตุ 1 เส้นให้พวกละว้าที่มาเฝ้าอยู่ ณ ที่นั้นบรรจุไว้ในพระเจดีย์ ต่อมาเรียกว่า “ดอยนางนอนจอมแจ้ง” (เพราะเสด็จมาถึงที่นั่นตอนรุ่งเช้า) ต่อมามีพญาเมืองเถิน พ่อฤาษีและหมอพรานอีก 8 คนหาบเนื้อสดเดินมาพบเข้าไม่มีอะไรจะถวายจึงเอาเนื้อมาถวาย

พระพุทธองค์ก็ไม่ฉันพวกพรานจึงเอาเนื้อไปกองรวมกันไว้ พวกละว้าที่อยู่ในบริเวณนั้นจึงไปต้มข้าวมาถวาย สมเด็จพระจอมไตรจึงทรงรับมาฉันและให้ศีลให้พรพวกละว้า
พระพุทธองค์จึงทรงประทับรอย พระบาทไว้และทรงรับสั่งว่า “ถ้าผู้ใดปฏิบัติได้ตามที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนก็เหมือนอยู่ใกล้ ถ้าไม่ปฏิบัติก็เหมือนอยู่ไกล” จากนั้นจึงทรงประทานนามที่นั่นว่า “ห้วยต้มข้าว” ต่อมาเรียกเพี้ยนมาเป็น “ห้วยต้ม” ซึ่งเป็นชื่อวัดพระพุทธบาทห้วยต้มในปัจจุบัน

โดยในปีพ.ศ. 2514 มีชาวปกาเกอะญออพยพมาจากแม่ตื่น อ.แม่ระมาด จ.ตาก เข้ามาอาศัยอยู่ใกล้วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม จำนวน 13 ครอบครัว เนื่องจากเลื่อมใสในหลักคำสอนทาง พุทธศาสนาของ ครูบาวงศ์ ที่สอนให้ทำบุญถือศีลปฏิบัติธรรม นานวันเข้าก็มีกลุ่มชาวปกาเกอะญอ อพยพเข้ามาอยู่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่มาจากตาก เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน ถึงแม้ว่าหลวงปู่ครูบาวงศ์จะมรณภาพไปแล้ว

แต่ว่าทุกวันนี้ ชาวปกาเกอะญอ ที่อาศัยอยู่ในชุมชนบ้านพระบาทห้วยต้มทุกคนก็ยังนับถือและยึดถือปฏิบัติแต่สิ่งที่ดีงามที่หลวงปู่ฯ สั่งสอนไว้เสมอ จึงทำให้ที่นี่ยังคงเป็นชุมชนแห่งพระพุทธศาสนาที่ผู้มาเยือนได้จะได้ซึมซับความงดงามของวิถีชิวิตชาวปกาเกอะญอที่มีต่อพระพุทธศาสนาผ่านชุมชนคุณธรรมที่เข้มแข็ง

งานบุญที่สำคัญ ได้แก่ บุญประเพณีเปลี่ยนผ้าครองสรีระร่างครูบาชัยยะวงษาพัฒนาและงานแห่ครัวตาน โดยปกติจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 - 17 พฤษภาคม ของทุกปี ตามวันมรณภาพของท่านในวันที่ 17 พ.ค. 2543 ซึ่งตรงกับ(วันวิสาขะบูชา) แต่ปัจจุบันสรีระศพของหลวงปู่ฯไม่มีการเน่าเปื่อยจึงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธา

ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา เป็นผู้ที่มีความสำคัญทางพระพุทธศาสนา ที่ชาวปกาเกอะญอ ทั่วภาคเหนือตอนบน รวมทั้งพุทธศาสนนิกชนจากจังหวัดใกล้เคียง และ กรุงเทพฯ ให้ความเคารพยิ่ง ท่านได้สร้างศาสนวัตถุ ศาสนสถานไว้มากมาย เช่น วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม , พระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย นอกจากนี้ยัง เผยแพร่คำสอนทางพระพุทธศาสนาให้แก่ชาวบ้าน และสอน ให้ชาวบ้านเลิกฆ่าสัตว์
...ชาวบ้านชุมชนพระบาทห้วยต้ม ไม่ทานเนื้อสัตว์กันทั้งหมู่บ้านมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นผู้ริเริ่มหมู่บ้านรักษา ศีล 5 แห่งแรกของประเทศไทย จนกระทั่งได้ถือเป็นแนวปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน

!! พื้นที่บริเวณนี้ ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยในปี พ.ศ. 2521 พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎร บ้านพระบาทห้วยต้ม ทอดพระเนตรสภาพความเป็นอยู่ของราษฎรที่อพยพมาจากอำเภอแม่ละมาด และอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ชาวบ้านขาดแคลนที่ทำกิน และเป็นโรคขาดสารอาหารโดยเฉพาะเด็กเล็ก ทรงมีพระราชดำรัสว่า “การที่ชนเผ่าปกาเกอะญอ อพยพมาอยู่รวมกันเช่นนี้ เป็นผลดีต่อสภาพป่าไม้ต้นน้ำลำธาร เป็นการลดพื้นที่ปลูกฝิ่นทางอ้อมอีกด้วย” จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับหมู่บ้านพระบาทห้วยต้ม ให้อยู่ภายใต้ในการดูแลของมูลนิธิโครงการหลวง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้เกิดการพึ่งพาตนเองส่งเสริมการปลูกพืชเขตหนาวตลอดจนการพื้นฟูและอนุรักษ์สภาพแวดล้อมให้มีความอุดมสมบูรณ์

..............ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม ส่งเสริมเกษตรกรปลูกพืชผักภายใต้ระบบมาตรฐานอาหารปลอดภัย การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) หมายถึง แนวทางในการทำการเกษตร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีและปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนด โดยขบวนการผลิตจะต้อง ปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค ไม่ทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ผลผลิตสูง ผลผลิตหลักได้แก่ มะระหยก มะระขาว คะน้ายอด คะน้าฮ่องกง ผักกาดกวางตุ้ง คะน้าฮ่องกงอินทรีย์ เบบี้ฮ่องเต้อินทรีย์ มะม่วง นวลคำ มะม่วงอาร์ทูอีทู เสาวรส เคพกูสเบอร์รี งาดำ

12.30 ร้านเชฟชุมชนพระบาทห้วยต้ม

รับประทานอาหารกลางวัน ร้านเชฟชุมชน By วัดพระบาทห้วยต้ม สาธิตการทำอาหารพื้นบ้านที่ชื่อว่า แกงข้าวเบ๊อะ พร้อมรับประทานอาหารมังสวิรัติมื้อพิเศษแบบโตก

13.30 ชุมชนบ้านน้ำบ่อน้อย

หลังรับประทานอาหารกลางวัน เดินทางต่ออีกนิด
เพื่อเข้าเยี่ยมชมวิถีชีวิตของชาวปกาเกอะญอที่ # ชุมชนบ้านน้ำบ่อน้อย
เด็ก ๆ ภายในชุมชนต้อนรับคณะด้วยการแสดงชุด ‘ฟ้อนกะเหรี่ยงทอผ้า’

จากนั้นเดินชมบ้านของชาวปกาเกอะญอแบบดั้งเดิม ที่มุงหลังคาด้วยใบตองตึง บ้านแต่ละหลังจะไม่ใช้ตะปู แต่จะผูกด้วยตอกไม้ไผ่ ระหว่างเดินชมในหมู่บ้านจะเห็นชาวบ้านใส่ชุดท้องถิ่น ผู้หญิงจะนั่ง “ทอผ้าแบบกี่เอว” อยู่ที่ลานหน้าบ้าน ที่ชุมชนแห่งนี้ ชาวบ้านเลือกใช้ชีวิตกันแบบดั้งเดิม โดยปฏิเสธการใช้ไฟฟ้าและน้ำประปา ซึ่งชาวบ้านมีการขุดบ่อน้ำไว้ใช้ 4-5 ครัวเรือน ต่อน้ำบ่อน้อย ๆ 1 บ่อ

ผู้นำชุมชนให้การต้อนรับนำเดินชมวิถี, บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ที่กว้างเพียง 1 ฟุต แต่ระดับน้ำไม่เคยลด และไม่เคยเอ่อล้นออกมาจากบ่อ ชาวบ้านในชุมชนเชื่อกันว่า นี่คือบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของชาวเมืองบังบด หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าชาวเมืองลับแลนั่นเองค่ะ

14.30 ศูนย์หัตถกรรมบ้านห้วยต้ม

จุดสุดท้ายนำคณะเข้าเยือนและช้อปปิ้งสินค้างานหัตถกรรมทำมือ # ศูนย์หัตถกรรมบ้านห้วยต้ม แหล่งรวมภูมิปัญญาของชาวบ้านในชุมชน ชมสาธิตการย้อมผ้าแบบโบราณ และการทอผ้ากี่เอวเอกลักษณ์ของชาวปกาเกอะญอ ชมสาธิตการทำเครื่องเงิน เอกลักษณ์ของเครื่องเงินชุมชนพระบาทห้วยต้ม จะอยู่ที่ลวดลายประจำท้องถิ่น อันมีความหมายเชื่อมโยงกับความเชื่อและวัฒนธรรมของชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยงปาเกอะญอ เดิมที่ตั้งของชุมชนแห่งนี้ มีความแห้งแล้ง ป่าเสื่อมโทรม ต่อมา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีดำริให้สร้างอ่างเก็บน้ำและสร้างมูลนิธิโครงการหลวงขึ้นซึ่งเป็นโครงการหลวงแห่งเดียวที่ไม่มีการประดับตกแต่งไปด้วยดอกไม้เหมือนโครงการหลวงแห่งอื่น ๆ แต่เป็นการส่งเสริมอาชีพเกษตรกร และส่งเสริมการทอผ้ากะเหรี่ยง ที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ ...................จากนั้นให้เวลาท่านเลือกซื้อสินค้าที่ระลึกของชุมชนที่มีทั้ง เสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องจักสาน ย่าม รวมไปถึงเครื่องเงิน

15.30 รถตู้ ผ่านชม อนุสาวรีย์ 3 ครูบา

กล่าวคำอำลาออกเดินทางกันต่อ (ระยะทาง 45 กม./45 นาที)
ระหว่างทาง รถตู้ชะลอให้ท่านผ่านชมแลนด์มาร์คของ อ.ลี้
# อนุสาวรีย์ 3 ครูบา อยู่ทางซ้ายมือ อนุสาวรีย์ฯ นี้ สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสเจริญพระชนมายุครบ 84 พรรษา และในโอกาสที่สถาปนาอำเภอลี้ครบ 100 ปี

ประดิษฐานรูปเหมือนครูบา 3 ท่าน ประกอบด้วย
ครูบาเจ้าศรีวิชัย แห่งวัดบ้านปาง
ครูบาเจ้าอภิชัยขาวปี แห่งวัดพระพุทธบาทผาหนาม
ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา แห่งวัดพระบาทห้วยต้ม

16.30 ศูนย์ศึกษาและอนุรักษ์นกยูงไทยในถิ่นกำเนิด

แม้จะดูเหนื่อยหน่อยแต่ก็อยากนำท่านมาเยือนสถานที่แห่งนี้ค่ะ
# ศูนย์ศึกษาและอนุรักษ์นกยูงไทยในถิ่นกำเนิด เจ้าหน้าที่ศูนย์รอรับคณะและพร้อมให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์

เมื่อปี พ.ศ.2555 มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่า ได้รับแจ้งว่ามีนกยูงฝูงใหญ่หากินและอาศัยอยู่ในแนวเขตพื้นที่ไร่นา ติดแนวเขตป่าสงวนใน อ.ลี้ จ.ลำพูน หลังจากเข้าสำรวจพื้นที่**** จึงพบว่าเป็น นกยูงไทยแท้ ๆ ซึ่งครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ท่านได้เลี้ยงไว้***เมื่อครั้งเป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดบ้านปาง (จะพาคณะไปในวันพรุ่งนี้ค่ะ)
หลังจากที่ท่านมรณภาพ นกยูงที่ท่านเลี้ยงไว้ได้ขยายพันธุ์และกระจายไปในป่าเป็นจำนวนมาก

ขอทำความเข้าใจเรื่องนกยูงก่อนค่ะว่ามีการแบ่งนกยูงออกเป็น 2 สายพันธุ์ คือ 'นกยูงไทย' และ 'นกยูงอินเดีย'
ต่างกันอย่างไรจะไปบอกกล่าวเล่ากันในทริปนะคะ

ที่สำคัญ "นกยูงไทย" - มีรายชื่ออยู่ในพรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าและไซเตส CITES (สรุปคือห้ามล่า ห้ามค้า ห้ามครอบครอง) 'นกยูงอินเดีย'- สามารถเลี้ยงได้โดยไม่ผิดกฎหมาย
- มีขนาดใหญ่กว่านกยูงอินเดียเล็กน้อย
-นกยูงไทย พบในป่าเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- นกยูงอินเดีย พบในประเทศอินเดีย, ปากีสถาน, เนปาล, บังกลาเทศ, ภูฏาน และศรีลังกา
***ทั้งนี้นกยูงทั้ง 2 สายพันธุ์อาจผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์และเกิดนกยูงลูกผสมได้***
***ขนหางนกยูงตัวผู้ จะเริ่มงอกช่วงปลายฤดูฝน เพื่อเข้าสู่ฤดูผสมพันธุ์ และจะหลุดร่วงไปเมื่อหมดฤดู ผสมพันธุ์ราวเดือนพ.ค.***
ในยามเช้า-เย็นของทุกวัน เหล่านกยูงจะพากันบินลงจากที่นอนบนยอดไม้สูง มาสู่พื้นที่ปลอดภัย แหล่งอาหารปลอดสารพิษ แหล่งน้ำสะอาด ณ ศูนย์ศึกษาและอนุรักษ์นกยูงไทยในถิ่นกำเนิด
“นกยูงไทย” เป็นนกจำพวกไก่ฟ้าขนาดใหญ่ นกยูงไทยบินได้เก่งกว่านกยูงอินเดีย
***ซึ่งช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนเมษายน จะเป็นช่วงผสมพันธุ์ของนกยูง
การเกี้ยวพาราสีกันของนกยูงเริ่มเมื่อนกยูงตัวเมียหากินเข้าไปดินแดนของนกตัวผู้ ตัวผู้จะร่วมเข้าไปหากินในฝูงด้วย และแสดงการ ** รำแพนหาง** กางปีกสองข้างออกพยุงลำตัว ชูคอขึ้นแล้วย่างก้าวเดินหมุนตัวไปรอบ ๆ ตัวเมีย การรำแพนหางจะใช้เวลาประมาณ 5 - 10 นาที หากตัวเมียพร้อมที่จะผสมพันธุ์จะย่อตัวลงให้ตัวผู้ขึ้นผสมพันธุ์

ร่วมรอชมนกยูง สัตว์ที่ขึ้นชื่อว่ารักเดียวใจเดียว มีคู่ตัวเดียวตลอดชีวิตใน “ซุ้มบังไพร” ที่ทางศูนย์ฯ จัดเตรียมไว้ให้ (ซุ้มบังไพรมี 2 จุด สามารถเข้าได้พร้อมกันจุดละ 10-15 คน และมีกล้องส่องทางไกลไว้บริการ 2 ตัวค่ะ) ซึ่งนกยูงที่ศูนย์ศึกษาและอนุรักษ์นกยูงไทยแห่งนี้ เป็นนกยูงที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ดังนั้นนกยูงจะลงมาหรือไม่ต้องมารอลุ้นไปด้วยกันนะคะ (ท่านที่ไม่อยากลุ้นสามารถเข้าที่พัก รอคณะได้ค่ะ)

18.00 รถตู้ เดินทางสู่ อ.เมือง

กล่าวขอบคุณและอำลาเจ้าหน้าที่รถตู้รับคณะเดินทางกลับไปยังตัวเมืองลี้อีกครั้ง (37 กม./40 นาที)

18.40 ครัวบ้านมะพร้าว

รับประทานอาหารค่ำที่ ครัวบ้านมะพร้าว

19.40 โรงแรมฝันหวาน

หลังอาหารเดินทางประมาณ 1.6 กม.เข้าที่พัก # โรงแรมฝันหวาน (โรงแรมมาตรฐานระดับ 3 ดาว- มีห้องเตียงคู่จำนวนจำกัดค่ะ) ที่พักที่มีจำนวนห้องพัก รองรับคณะที่ดีที่สุดในอำเภอลี้ ที่โรงแรมฝันหวานมีคาเฟ่ต์ เมนูดังคือ ครัวซองต์,ไอศกรีมให้ท่านได้ลิ้มลองกันค่ะ

05.45 ไหว้สาครูบาขาวปี & บรรยากาศเมืองลี้ เคล้าสายหมอก @ วัดพระพุทธบาทผาหนาม

รถตู้รับคณะออกเดินทางจากที่พักประมาณ 5 กม. /10 นาที

ขึ้นชมบรรยากาศยามเช้าของเมืองลี้ที่ # วัดพระพุทธบาทผาหนาม (พระอาทิตย์ขึ้นเวลาประมาณ 06.27 น.) “
นำท่านไหว้สาครูบาอภิชัยขาวปี -ชมวัดพระพุทธบาทผาหนาม” ปูชนียสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของอำเภอลี้.... เป็นจุดชมวิวของเมืองลี้ ที่สามารถมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นเคล้าสายหมอกในยามเช้าได้อย่างงดงาม (ครูบาท่านเป็นศิษย์ของ ครูบาเจ้าศรีวิชัย ค่ะ)

ภายในวัดมี 2 จุดให้ได้ชมคือ ตัววัดที่ตั้งอยู่ด้านล่างจะมีรูปปั้นขนาดใหญ่ของครูบาอภิชัยขาวปีในเครื่องนุ่งห่มแบบชีปะขาว เป็นจุดเด่นอยู่เชิงดอยผาหนาม ในวันที่ 13 -17 เดือนเมษายน ของทุกปีจะมีงานนมัสการสรงน้ำเป็นประจำ โดยจะมีประชาชนทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลกันมาทำบุญเป็นจำนวนมาก ซึ่งภายในวัดได้เก็บสรีระสังขารของ ครูบาอภิชัยขาวปี ที่ไม่เน่าเปื่อยของท่านไว้ในโลงแก้ว และในทุกวันที่ 3 มีนาคมของทุกปี จะมีประเพณีเปลี่ยนผ้าห่อสรีระซึ่งมีผู้คนมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก

และอีกหนึ่งจุด คือ #องค์พระธาตุที่ตั้งอยู่บนยอดดอย 2 องค์ (พระธาตุทอง/พระธาตุขาว) โดยมีสะพานเชื่อมถึงกัน ที่เรียกว่า “สะพานบุญจารึก” ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าภาพและเป็นจุดชมวิวซึ่ง สามารมองเห็นเมืองลี้ได้ในมุมสูงแบบ 360 องศา หากเดินทางในช่วงเช้าประมาณ 6 โมง ก็จะได้พบกับทะเลหมอกอีกด้วย สามารถเดินทางได้ 2 วิธี คือ เดินขึ้นบันไดนาค 432 ขั้นซึ่งตั้งอยู่ด้านล่าง หรือ เปลี่ยนใช้รถท้องถิ่น เพราะเป็นดินลูกรังและแคบต้องขับรถด้วยความระมัดระวัง

ด้านบนยังมี #“พระนอนตาหวาน” ที่จำลองมาจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ให้ได้กราบบูชาวัดแห่งนี้เป็นวัดร้างก่อนการบูรณะขึ้นใหม่กว่า 300 ปี แต่มีซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้าง และรอยพระพุทธบาทผาหนาม ต่อมาครูบาอภิชัยขาวปีซึ่งมีอายุ 76 ปี ได้ร่วมกับชาวบ้านหมู่บ้านผาหนามที่อพยพหนีน้ำท่วมจากอ.ฮอด ที่สร้างเขื่อนภูมิพล ช่วยกันก่อสร้างวัดขึ้นใหม่จนเจริญรุ่งเรืองถึงปัจจุบัน

“ครูบาอภิชัยขาวปี เหตุใดท่านครองจีวรสีขาว ? ไปฟังกันในทริปนะคะ

07.30 โรงแรมฝันหวาน

กลับมา # รับประทานอาหารเช้าที่ที่พัก โรงแรมฝันหวาน

08.30 รถตู้

ได้เวลาอันควรนำทุกท่านออกเดินทางกันต่อ (ระยะทาง 13 กม./20 น.)

10.00 วัดบ้านปาง (วัดบ้านเกิด บวชเรียน มรณภาพ ของครูบาเจ้าศรีวิชัย)

เชิญท่านเข้าชม วัดบ้านปาง วัดบ้านเกิด บวชเรียน มรณภาพ และตั้งสรีรสังขารเป็นเวลา 1 ปี ของครูบาเจ้าศรีวิชัย

เมื่อท่านอายุได้ 18 ปี ท่านได้ขอลาบิดามารดาไปอยู่วัดบ้านปาง ศึกษาเล่าเรียนและบวชเป็นสามเณรกับพระอาจารย์ขัติยะ หรือ ครูบาแข้งแขะ เมื่ออายุได้ 21 ปีจึงได้อุปสมบทที่วัดบ้านโฮ่งหลวง จังหวัดลำพูน โดยมีครูบาสม สมฺโณ เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านได้รับฉายาว่า “สิริวิชโย ภิกขุ” แต่ชาวบ้านจะเรียกท่านว่า “พระศรีวิชัย”

จากนั้น ท่านกลับมาจำพรรษาที่วัดบ้านปางอีกครั้ง และปลีกตัวเองไปอยู่ในเขตอรัญวาส บำเพ็ญสมาธิภาวนาด้วยความสงบ ฉันอาหารมื้อเดียว ละเว้นจากการฉันเนื้อสัตว์และเว้นจากของเสพติดเช่น หมาก พลู บุหรี่ เมี่ยง บางครั้งท่านไม่ฉันข้าวนานถึง 5 เดือน ฉันแต่ผักผลไม้ ทำให้ชาวบ้านตลอดจนชาวเขาหลายเผ่าที่อยู่ในแถบนั้นพากันเคารพเลื่อมใสศรัทธาในตัวท่าน เมื่อท่านทราบว่า ที่ใดยังขาดเสนาสนะที่จำเป็น หรือกำลังชำรุดทรุดโทรม
ท่านจะเป็นผู้นำชาวบ้านไปก่อสร้างจนสำเร็จ ผลงานที่สร้างชื่อเสียงมากที่สุดคือ การสร้างถนนขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ ที่มีระยะทางทั้งหมด 11.53 กิโลเมตร โดยเริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2477 แล้วเสร็จในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2478

ความมีชื่อเสียง ความสำเร็จผลในด้านการเป็นพระนักพัฒนา ดูเหมือนว่าการบำเพ็ญบารมีธรรมในชีวิตของครูบาศรีวิชัยจะก้าวไปพร้อมกันกับอุปสรรค์แสนเข็ญ ด้วยคณะสงฆ์ผู้ใหญ่ในล้านนาไม่พอใจในตัวท่าน จนถึงขนาดมีการกล่าวหาเอาผิดท่านถึง 3 ครั้ง โดยกล่าวหาว่าท่านทำตัวเป็น “ผีบุญ” อวดอิทธิฤทธิ์ ซ่องสุมกำลังผู้คน คิดขบถต่อบ้านเมือง และนำท่านไปจำไว้ที่ลำพูน และวัดศรีดอนไชย เชียงใหม่ จากนั้นจึงได้ส่งตัวท่านไปไต่สวนที่กรุงเทพ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ตั้งกรรมการชำระคดีครูบาศรีวิชัย ผลปรากฏว่าท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่มีความผิด ครูบาเจ้าศรีวิชัยได้เดินไปสร้างและบูรณะพุทธศาสนสถานมากกว่า 300 แห่งทั่วภาคเหนือของประเทศไทย จนได้รับการขนานนามว่า ตนบุญแห่งล้านนา

โดยทุกวัดจะมีปูนปั้น...รูปเสือ... สัตว์สัญลักษณ์ของปีขาลที่ครูบาศรีวิชัยใช้เป็นเสมือนลายเซ็นในวัดต่าง ๆ ที่ท่านได้สร้างไว้ เรื่องราวของนักบุญแห่งล้านนา จะเป็นเช่นไรต่อ เชิญท่านร่วมฟังบรรยายไปพร้อม ๆ กับร่วมไขปริศนาว่า เหตุใดครูบาฯ จึงกล่าวว่า “หากแม่น้ำปิงไม่ไหลย้อนกลับ จะไม่ไปเหยียบนครเชียงใหม่”

ในบริเวณวัด มีความร่มรื่น เมื่ออยู่ด้านบนจะสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์รอบ ๆ ได้ เพราะวัดตั้งอยู่บนเนินเขา ไหว้สาอัฐิครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญล้านนาแห่งหริภุญชัย รับพรให้ได้สร้างฐานชีวิตที่ดีงาม

เดินชมโบราณสถานเก่าแก่ ตั้งแต่สมัยครูบาเจ้าศรีวิชัยยังมีชีวิตอยู่ เช่น เสาศิลาจารึก สถานที่กำเนิดของครูบาเจ้าศรีวิชัย โดยเสาศิลาจารึกนี้มีความหมายว่า “พระพุทธศาสนา ได้เผยแผ่มาถึงสถานที่แห่งนี้แล้ว”

ชมเจดีย์บรรจุอัฐิ พิพิธภัณฑ์อัฐบริขารครูบาศรีวิชัย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างขึ้นเป็นอาคารคอนกรีตสองชั้นปูด้วยกระเบื้องหินอ่อน ชั้นบนมีรูปปั้นเหมือนจริงของครูบาศรีวิชัยทำจากขี้ผึ้งทั้งองค์ในลักษณะท่านั่ง นอกจากนั้นยังมีภาพเก่าของครูบาศรีวิชัยเมื่อครั้งที่ท่านจาริกไปในสถานที่ต่าง ๆ รวมทั้งถ้วยชามของเก่าของท่านที่เคยใช้มาก่อน ในชั้นนี้ยังมีปราสาทห้ายอดที่เคยบรรจุโลงศพและโกศบรรจุอัฐิของท่านนำมาจัดแสดงให้ผู้สนใจได้ชม

ในบริเวณชั้นล่างของอาคาร จัดแสดงเครื่องใช้ถ้วยชามและของใช้สมัยเก่าที่หาดูหาชมได้ยาก อาทิ รถยนต์คันแรกที่ท่านเคยนั่งขึ้นไปยังวัดพระธาตุดอยสุเทพฯ เมื่อตอนที่สร้างทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพฯแล้วเสร็จใหม่ นอกจากนั้นยังมีรถสามล้อถีบของหลวงอนุสารสุนทรที่ใช้ใส่อาหารเพื่อถวายครูบาศรีวิชัยเมื่อครั้งที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดพระสิงห์ แต่ที่หาดูได้ยาก ได้แก่ เตียงนอนของครูบาศรีวิชัยและเสลี่ยงหาม พาหนะสำหรับเดินทางจาริกไปในวัดต่าง ๆ ทั่วภาคเหนือ เป็นต้น

11.00 รถตู้ เดินทางสู่ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน

ออกเดินทางสู่ # อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ( ระยะทาง 52 กม./50 นาที )

12.30 ส้มตำเป่าปาก

# รับประทานอาหารกลางวันที่ ร้านส้มตำเป่าปาก

13.30 ชุมชนบ้านดอนหลวง

ออกเดินทางต่อ (ระยะทาง 2 กม./5 น.) นำคณะเยือน # ชุมชนบ้านดอนหลวง แหล่งผลิตสินค้าหัตถกรรมจากผ้าฝ้ายทอมือใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แรกเริ่มเดิมทีบ้านดอนหลวงชื่อ “หมู่บ้านกอถ่อน” เป็นหมู่บ้านชาวยองที่อพยพมาจากเมืองเชียงรุ้งของแคว้นสิบสองปันนาในจีนตอนใต้ที่ค้าวัวค้าควายมาก่อน ต่อมาในสมัยพระเจ้ากาวิละ ได้กวาดต้อนผู้คนจากเมืองยองประเทศพม่าเข้ามาตั้งบ้านเรือนในเขตเมืองลำพูนตั้งบ้านเรือน เพื่อบูรณะฟื้นฟูเมืองหลังจากรกร้าง จากการทำสงครามกับพม่า
ในอดีตชุมชนนี้มีอาชีพทำไร่ทำนาเป็นหลัก และมีอาชีพเสริมคือ การทอผ้า ปัจจุบันการทอผ้าฝ้ายของชาวบ้านดอนหลวงกลายมาเป็นอาชีพหลักของชุมชน จนมีการพัฒนารูปแบบ สีสัน และลวดลายให้มีความทันสมัย กลายเป็นสินค้าหัตถกรรมจากผ้าฝ้ายหลากหลายรูปแบบ อาทิเช่น เสื้อผ้า ผ้าคลุมไหล่ ปลอกหมอน ผ้าม่าน ผ้าปูโต๊ะ ผ้าปูเตียง กระเป๋า เป็นต้น อีกทั้งยังผลิตสินค้าออกจำหน่ายเป็นสินค้าที่ระลึกไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ มากมายทั้งในและต่างประเทศ นับเป็นแหล่งผลิตสินค้าจากผ้าฝ้ายทอเมืองที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ ให้เวลาท่านเลือกซื้อเลือกชมสินค้าคุณภาพดีกันถึงแหล่งผลิต เลือกซื้อผ้าซิ่นเตรียมแต่งตัวงามร่วมเทศกาล คืนนี้กันค่ะ

14.30 รถตู้ เดินทางสู่ อ.เมือง

นำคณะออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ # อ.เมือง จ.ลำพูน (ระยะทาง 21 กม./30 น.)

15.00 อีซี่โฮเทล ลำพูน 2

คณะเดินทางถึงที่พัก # อีซี่โฮเทล ลำพูน 2 โรงแรมมาตรฐานระดับ 3 ดาว ที่พักแห่งใหม่ใจกลางเมืองลำพูน สะอาด สะดวก สบาย เชิญท่านพักผ่อนคลายอิริยาบถ เปลี่ยนชุดงามเตรียมไปร่วมเทศกาลในค่ำนี้ค่ะ

16.00 พระธาตุหริภุญชัย-ร่วมห่มผ้าพระธาตุ - เทศกาลโคมแสนดวง

รถตู้รับคณะเดินทาง 4 กม. นำท่านเข้าสักการะ “ 1 ใน 8 จอมเจดีย์ของประเทศไทย”# วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร

จอมเจดีย์แห่งนี้มีอายุล่วงเกินกว่าหนึ่งพันปี เป็นพระธาตุเก่าแก่ที่สุดในภาคเหนือ ในตำนาน พระธาตุประจำปีเกิดของนักปราชญ์เมืองเหนือกล่าวว่า คนเราเกิดมาในโลกนี้เมื่อสิ้นอายุขัยแล้วดวงวิญญาณจะไปสถิตอยู่ตามพระธาตุเจดีย์ต่าง ๆ ตามปีเกิด และเมื่อขณะที่ยังมีชีวิตอยู่หากได้ไปนมัสการยังพระธาตุประจำปีเกิดแล้ว ถือว่าได้บุญกุศลและทำให้มีอายุยืนนาน พระบรมธาตุหริภุญชัยถือเป็น ....พระธาตุประจำปีเกิดของคนที่เกิดปีระกา....*** เชิญทุกท่านร่วมพิธีสงฆ์แล้วแห่ผ้าห่มองค์พระธาตุด้วยกันค่ะ****

วิทยากรนำชมจุดที่สำคัญของวัด อาทิ ลักษณะทางสถาปัตยกรรมองค์พระธาตุ วิหารพระเจ้ากลักเกลือ , สุวรรณเจดีย์ (ปทุมวดีเจดีย์) หอธัมม์หลวง (หอพระไตรปิฎก), เขาพระสุเมรุจำลอง


****พลบค่ำชวนท่านร่วมสืบสานประเพณียี่เป็ง แขวนโคมขอพรใน # “เทศกาลโคมแสนดวง” ณ ลานด้านหน้าวิหารหลวง เพื่อถวายบูชาต่อองค์พระธาตุหริภุญชัย เมื่อถึงงานเทศกาลยี่เป็ง ชาวล้านนาจะนิยมประดับประดาตกแต่งบ้านเรือนให้สวยงามด้วยการจุดผางประทีปหรือประดับโคมไฟให้สว่างสดใสตลอดช่วงเทศกาล ทั้งนี้ชาวล้านนาเชื่อว่าการทำโคม เป็นการบูชาพระพุทธเจ้าที่ประทับบนสรวงสวรรค์ และแสงประทีปจากโคมจะช่วยส่องประกายให้ชีวิตมีความเจริญรุ่งเรือง อยู่เย็นเป็นสุข !!! ท่านสามารถเลือกโคมล้านนา สีสันหลากตา เพื่อแขวนและอธิษฐานขอพร (ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 99 บาทค่ะ) จากนั้นแช๊ะ แชร์ อวดภาพสวย ๆ ให้จุใจ ก่อนเดินทางไปรับประทานอาหารค่ำค่ะ (ระยะทาง 4 กม./10 นาที)

19.00 ครัววันดี

# รับประทานอาหารค่ำที่ ครัววันดี อิ่มอร่อยกับเมนูอาหารเมืองนานาชนิด

20.00 อีซี่โฮเทล ลำพูน 2

หลังอาหารเดินทางประมาณ 8 กม.กลับที่พัก # อีซี่โฮเทล ลำพูน 2 เชิญทุกท่านพักผ่อนตามอัธยาศัย

07.30 ร้านบ้านข้าวซอยลำไย ลำพูน

เช็คเอาท์ # รับประทานอาหารเช้า ที่ร้านบ้านข้าวซอยลำไย ลำพูน (ระยะทาง 7 กม./10 น.)

08.45 รถตู้ นำชม วัดมหาวัน

นำคณะเข้าชม วัดมหาวัน วัดต้นกำเนิด “พระรอดลำพูน” 1 ในพระเครื่องชุดเบญจภาคี (พระสมเด็จ
วัดระฆัง,พระรอด วัดมหาวัน,พระนางพญา,พระผงสุพรรณและพระซุ้มกอของพระสกุลลำพูน) เชื่อกันว่า พระรอดมีความศักดิ์สิทธิ์หรือความขลังในด้านแคล้วคลาด ปราศจากภัยอันตราย หากใครได้มากราบไหว้บูชาพระรอดก็จะพ้นภัยอันตรายทุกสิ่งปวง
วัดมหาวันไม่ได้มีความสำคัญเพียงพระรอดเท่านั้น แต่วัดแห่งนี้ยังเคยเป็นพระอารามหลวง ของพระนางจามเทวี ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรหริภุญชัย สิ่งที่น่าชมคือ พระพุทธสิกขี หรือพระศิลาดำ ซึ่งพระนางจามเทวีอัญเชิญมาจากเมืองละโว้ ชาวเมืองเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่า พระรอดหลวง หรือพระรอดลำพูน

10.15 พิพิธภัณฑ์ชุมชนเมืองลำพูน

วิทยากรนำคณะเข้าชม # พิพิธภัณฑ์ชุมชนเมืองลำพูน ณ อาคารคุ้มเจ้าราชสัมพันธวงษ์ (พุทธวงศ์ ณ เชียงใหม่)

เป็นอาคารเรือนไทยล้านนา ชั้นล่างก่อด้วยอิฐถือปูน ชั้นบนเป็นเครื่องไม้หลังคาทรงจั่วผสมปั้นหยา ซึ่งเป็นอาคารเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี เป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าประวัติความเป็นมาอันยาวนานของเมืองลำพูน เมืองที่มีความศรัทธาทางพระพุทธศาสนาที่รุ่งเรืองจากอดีตจนถึงปัจจุบัน


พื้นที่จัดแสดงประกอบด้วย 3 ส่วนหลักคือ
1. พื้นที่ชั้นล่างอาคารจัดแสดงประวัติคุ้มเจ้าราชสัมพันธ์วงษ์ ครั้งสมัยเจ้าราช สัมพันธวงษ์ ได้พำนักพร้อมครอบครัว การเปลี่ยนแปลงด้านการใช้งานของคุ้มตั้งแต่อดีตจนกระทั่งมากลายเป็นพิพิธภัณฑ์ นอกจากนี้ยังนำแผนที่เก่ามาขยาย แสดงให้เห็นพัฒนาการของเมืองลำพูน และภาพถ่ายเก่าที่สะท้อนเหตุการณ์ต่าง ๆ ของเมืองลำพูน เช่น ภาพวัดพระธาตุหริภุญชัยในสมัยก่อน ภาพวิหารหลวงหลังเก่าของวัดพระธาตุฯ ภาพความเสียหายเมื่อวิหารหลวงหลังเก่าถูกพายุพัดพังเสียหายทั้งหลัง และภาพวิถีชีวิตคนเมืองลำพูนในอดีต ประเพณีและพิธีกรรมต่าง ๆ การประกวดนางงามซึ่งเมืองลำพูน มีสาวงามคือ คุณชีลา ศรีสมบูรณ์ สาวงามเมืองลำพูนที่ครองตำแหน่งนางสาวไทยเป็นคนแรก

นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้เก่า ไม่ว่าจะเป็นตู้เย็นแบบโบราณแบบที่ใช้น้ำมันก๊าด กล้องถ่ายรูป วิทยุแบบเก่า เตารีดแบบใช้ถ่าน ฯลฯ ที่น่าสนใจคือตู้เก็บสะสมสลากกินแบ่งรัฐบาลที่มีสลากแบบเก่าตั้งแต่ปี 2511 ตั้งแต่ยังราคา คู่ละ 10 บาท มาจนถึงสลากยุคปัจจุบัน

2. พื้นที่ด้านหลังอาคารเป็นการจำลองโรงภาพยนตร์เก่าของลำพูน “หริภุญชัยรามา” และจำลองห้องเรียน ที่แสดงหนังสือที่ใช้ในการเรียนการสอนระดับประถมศึกษา โต๊ะ เก้าอี้ไม้ และกระดานดำ ชอล์ก และโรงแรมแห่งแรกของเมืองลำพูน “โรงแรมศรีลำพูน”

3. พื้นที่ชั้นสองของอาคารเป็นพื้นที่เปิดโล่งใช้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ของพิพิธภัณฑ์ เช่น การสอนดนตรี
“พิณเปี๊ยะ” แก่เยาวชนและผู้สนใจ ตามผนังอาคารยังประดับภาพของพ่ออุ้ยที่เคยเล่นพิณเปี๊ยะ ภาพที่น่าสนใจอีกภาพหนึ่งคือ ภาพของนักวิจัยชาวอเมริกันที่เข้ามาศึกษา เรื่องพิณเปี๊ยะเมื่อ 40 กว่าปีที่ผ่านมา รวมถึงแสดงภาพประวัติของเจ้าสัมพันธวงศ์ และอาคาร บ้านเรือนเก่าแก่ที่น่าสนใจในตัวเมืองลำพูน
***บริการเครื่องดื่มจากร้าน Apollo café

11.30 วัดจามเทวี

เดินทางต่ออีกนิด 1.2 กม.ไปชม # วัดจามเทวี หรือที่ ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดกู่กุด วัดเก่าที่มากค่าทางงานศิลปะและความสำคัญ ตามหลักฐานที่ได้พบศิลาจารึกเชื่อว่า พระราชโอรส ของพระนางจามเทวีคือ พระเจดีย์มหันตยศ และพระเจ้าอนันตยศ โปรดให้สร้างวัดนี้ขึ้นเพื่อถวายพระเพลิง แล้วโปรดให้สร้าง เจดีย์เหลี่ยมมียอดหุ้มด้วยทอง เรียกชื่อว่า พระเจดีย์สุวรรณจังโกฏิ หรือพระเจดีย์จามเทวี เป็นเจดีย์สี่ เหลี่ยมแบบพุทธคยาในประเทศอินเดีย แต่ละด้านมีพระพุทธรูปยืนปางประทานพรอยู่เป็นชั้น ๆ มีพระพุทธรูป ยืนปางประทานพรอยู่ในซุ้มภายในพระเจดีย์บรรจุอัฐิของพระนางจามเทวี ปฐมกษัตริย์ แห่งนครหริภุญชัย ต่อมา ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นสมัยใด ยอดพระเจดีย์ได้หักหายไป ชาวบ้านจึงเรียกว่า กู่กุดพระเจดีย์

ร่วมรับฟังตำนานพระนางจามเทวี น้อมรำลึกถึงปฐมกษัตรีย์แห่งดินแดนหริภุญไชยให้นำพาชีวิตไปในทางที่ดีงาม ณ ที่นี้ยังเป็นสถานที่พระราชทานเพลิงศพครูบาศรีวิชัย เชิญท่านไหว้สาขอพร ณ เจดีย์บรรจุอัฐิครูบาผู้ยิ่งใหญ่แห่งล้านนา

12.45 ครัววันดี

รถตู้รับคณะเดินทางใกล้ๆ ส่งท่าน # รับประทานอาหารกลางวันที่ ครัววันดี
จากนั้นเตรียมตัวเดินทางต่ออีกนิด (ระยะทาง 6 กม./10 นาที)

14.00 สถาบันผ้าทอมือหริภุญชัย

คณะเดินทางถึง # สถาบันผ้าทอมือหริภุญชัย
เชิญท่านชมงานสร้างสรรค์จากภูมิปัญญาที่ถูกถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ โดยมี “พระราชชายาเจ้าดารารัศมี” พระนางเป็นบุคคลสำคัญทีช่วยพัฒนางานประณีตศิลป์นี้จนเกิดการถักทอ ย้อมไหมจนกลายเป็นผ้าผืนงาม กลายเป็นที่กล่าวขานถึงความงามจับตาของ

“ผ้าไหมยกดอกเมืองลำพูน” ณ สถาบันผ้าทอมือหริภุญชัยตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2542 เพื่อเป็นการอนุรักษ์และสืบสานการทอผ้าของชาวลำพูน ซึ่งมีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานและมีเอกลักษณ์โดดเด่นให้คงอยู่ เกิดการเสริมสร้างอาชีพให้แก่กลุ่มทอผ้าและเป็นสถาบันที่รวบรวมพ่อครูแม่ครู ที่มีความรู้เกี่ยวกับการทอผ้ามาถ่ายทอดภูมิปัญญาการทอผ้าด้วยมือสู่เยาวชนและผู้ที่สนใจ ทั้งยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ในด้านการออกแบบลวดลายผ้าทอโบราณการพัฒนาการทอผ้าลวดลายใหม่ ๆ

นำท่านชมการสาธิตขั้นตอนต่าง ๆ กว่าจะกลายเป็นผ้าผืนงาม เดินชมส่วนจัดแสดงอุปกรณ์การทอผ้าตลอดจนผ้าโบราณหายาก ก่อนเลือกซื้อเลือกหาผ้าผืนถูกตาต้องใจไว้ใส่ให้ภาคภูมิ

15.30 วัดพระยืน

ได้เวลาอันควรนำคณะออกเดินทางประมาณ 5 กม. /10 นาที
นำคณะเข้าชมและทำกิจกรรม ณ # วัดพระยืน เพื่อรับพรให้อายุยืน ความรักยั่งยืน หน้าที่การงานมั่นคง
ชมพระเจดีย์ทรงปราสาท 5 ยอดที่ซุ้มจรนำมีพระพุทธรูปยืนทั้งสี่ทิศที่มีความงดงาม วัดพระยืนเป็นวัดประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่วัดหนึ่งในจังหวัดลำพูน เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองแห่งนครหริภุญไชย สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวีเป็นปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรนี้ ได้สร้างวัดสำคัญในระดับรองลงมาเคียงคู่อยู่ 4 มุมเมือง เป็นจตุรพุทธปราการเพื่อความเป็นสิริมงคลของบ้านเมือง ได้แก่ วัดพระคงฤาษี ในทิศเหนือ, วัดประตูลี้ ในทิศใต้, วัดมหาวัน ทางทิศตะวันตก และ“วัดพระยืน” ในทิศตะวันออก สันนิษฐานว่าพระนางจามเทวีทรงสร้างขึ้นในราวปี พ.ศ. 1213 (หลังครองราชย์ได้ 7 ปี) ซึ่งนับจนวันนี้มีอายุเก่าแก่มากถึงกว่า 1,300 ปี ชื่อของวัดพระยืน มาจากองค์พระพุทธรูปยืนเก่าแก่ ที่ตามเอกสารของวัดระบุว่า สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1606 ในสมัยพระเจ้าธรรมมิกราช (กษัตริย์องค์ที่ 32 แห่งหริภุญชัย) พระยืนองค์นี้หล่อด้วยทองสำริด สูง 18 ศอก (9 เมตร) เดิมประดิษฐานอยู่ในปราสาทสถูป (หลังพระวิหาร) ต่อมาในปี พ.ศ. 1712 พระยากือนา ผู้ครองพิงนครเชียงใหม่และลำพูน ได้สร้างพระพุทธรูปยืนเพิ่มเติมขึ้นอีก 3 องค์


จากนั้นเมื่อกาลเวลาผันผ่าน สถูปวัดพระยืนได้พุพังไปตามกาลเวลา จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2447 พระครูศีลวิลาศ(พระคันธวงศ์เถระหรือครูบาวงศ์) เจ้าคณะจังหวัดลำพูน พร้อมด้วยเจ้าหลวงอินทยงยศ เจ้าผู้ครองนครลำพูน ได้ร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์สถูปเจดีย์ขึ้นมาใหม่ โดยสร้างก่อหุ้มคลุมองค์พระยืนทั้ง 4 ไว้ภายใน พร้อมกับสร้างพระพุทธรูปยืนองค์เล็กกว่าขึ้นมาประดับเจดีย์ทั้ง 4 ด้าน(นั่นจึงเป็นที่มาของการห้ามผู้หญิงขึ้นไปบนลานประทักษิณของเจดีย์)

เจดีย์วัดพระยืน มีลักษณะโดดเด่นแตกต่างจากเจดีย์ทั่วๆไปในเมืองไทย เป็นศิลปกรรมพม่าคล้ายกับเจดีย์วัดสัพพัญญูในเมืองพุกาม สร้างยกพื้นลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ มีบันไดเดินขึ้นสู่ลานประทักษิณชั้นบนที่ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว และมีเจดีย์บริวารองค์เล็กอยู่ทั้ง 4 มุม ส่วนเรือนธาตุเป็นองค์ 4 เหลี่ยม มีซุ้มจระนำทั้ง 4 ด้าน ภายในประดิษฐานองค์พระพุทธรูปยืนสีทอง เหนือขึ้นไปเป็นมาลัยเถา 4 เหลี่ยม ซ้อน 3 ชั้น ยอดเป็นฉัตรสีทองอร่าม หน้าเจดีย์วันนี้มีพระพุทธรูปหันหน้าเข้าหาองค์เจดีย์ที่วันนี้กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง

“พระวิหาร”ดั้งเดิมสร้างขึ้นมาสมัยพระนางจามเทวี ก่อนจะทำการบูรณะครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2537 พบ “หลักศิลาจารึกวัดพระยืน”(หลักที่ 62) เป็นหินชนวนรูปใบเสมา ระบุปีชัดเจนว่าเป็นจุลศักราช 732 (พ.ศ.1913) เนื้อความเป็นอักษรโบราณ กล่าวถึงพระสุมนเถระที่นำพระพุทธศาสนาจากสุโขทัยมาเผยแพร่ในดินแดนล้านนา ศิลาจารึกนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เคยเสด็จมาทอดพระเนตร ทรงนำกระดาษสาและแท่งคาร์บอนฯ มาขูดเพื่อปรากฏตัวอักษรนำไปศึกษา ซึ่งพระองค์ให้ความสนพระทัยเป็นอย่างยิ่ง


นำท่านชม เจดีย์ทรงพุกาม หนึ่งเดียวในล้านนา จากนั้นนำท่านชม “ศาลาบาตร” หรือ “ศาลาเก้าห้อง” ที่ในอดีตใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆของวัด รวมถึงเป็นสถานเล่าเรียนหนังสือของคนเฒ่าคนแก่ประจำตำบลเวียงยองในยุคกระดานชนวนโน่น ได้รับการบูรณะโดยกรมศิลป์ แม้เลิกการเล่าเรียนไปนานแล้ว แต่ช่วงนี้มีกิจกรรมอันน่าสนใจให้ญาติโยมได้ร่วมเพลิดเพลิน นั่นก็คือ การร่วมปั้นพระดินสกุลลำพูน และจะขอท่านเจ้าอาวาสนำขุมทรัพย์อีกอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ภายในวัดแห่งนี้มาให้ทุกท่านได้ชม ผ้าพระบฏโบราณ มาให้ทุกท่านได้ชม

ก่อนลงมือ*** ปั้นพระพิมพ์สกุลลำพูน (พระรอด/พระคง/พระลือ) ในกรรมวิธีโบราณด้วยตัวเอง ซึ่งกิจกรรมนี้ เป็นกิจกรรมต่อเนื่องที่ทางวัดทำมาหลายปี โดยพระที่ทุกท่านปั้นจะถูกนำไปบรรจุไว้ในฐานพระพุทธเมตตาศากยะมุนี ศรีหริปุญไจย และนำไปบรรจุตามวัดต่าง ๆ ในจังหวัดภาคเหนือ ในกรรมวิธีแบบโบราณด้วยมือของตัวเองการปั้นพระแบบนี้นอกจากจะเป็นการทำบุญด้วยมือของตนเองแล้ว ยังเป็นการฝึกสมาธิไปในตัว

17.30 กาดขัวมุงท่าสิงห์

ปิดท้ายละลายทรัพย์ นำท่านกลับไปยัง...หน้าวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร...อีกครั้งเพื่อให้เวลาท่านได้เดินชม # กาดขัวมุงท่าสิงห์ เชิญท่านชม ชิม และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ OTOP โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากลำไย ผ้าฝ้าย เครื่องไม้ และของที่ระลึกต่าง ๆ จากจังหวัดลำพูน

18.45 รถตู้ เดินทางสู่ ท่าอากาศยานเชียงใหม่

ได้เวลาอันควร มุ่งหน้าสู่ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ระยะทาง 35 กม. /30 นาที)

19.15 ท่าอากาศยานเชียงใหม่

คณะเดินทางถึง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ อำนวยความสะดวกเรื่องการโหลดสัมภาระเดินทาง
(จัดเตรียมอาหารค่ำแบบสะดวกทานไว้บริการทุกท่านค่ะ)

21.15 ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เดินทางสู่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

เดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยสายการบิน Thai Smile เที่ยวบินที่ WE 121

22.15 ท่าอากาศยานสุววรณภูมิ

คณะเดินทางถึง ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจ