หลักเกณฑ์เงื่อนไขและความยินยอมสำหรับผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่เข้าร่วม

โครงการทัวร์เที่ยวไทย (ส่วนขยายตามมติครม. วันที่ 21 มิถุนายน 2565)
1. สาระสำคัญของโครงการฯ
1.1 ช่วงระยะเวลาดำเนินโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2564 ถึง วันที่ 31 ตุลาคม 2565 โดยเริ่มใช้สิทธิ์จองได้ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2565 และเริ่มเดินทางวันแรกวันที่ 18 กรกฎาคม 2565
1.2 คุณสมบัติของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว และรายการนำเที่ยวที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการฯ

1.2.1 เป็นผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ที่ได้รับอนุญาตหรือดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและ ยังเปิดให้บริการตามปกติ
1.2.2 เป็นผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ที่จดทะเบียนและได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวกับกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2563 และมีการต่ออายุจนจบโครงการ (วันที่ 31 ตุลาคม 2565) กรณีเป็นผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวรายเดิมที่เคยลงทะเบียนไว้แล้ว ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่
1.2.3 ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวรายใหม่ที่ยังไม่เคยเข้าร่วมโครงการ จะต้องมีรายชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อของกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ส่งให้แก่ ททท. ตามหลักเกณฑ์ข้อ 1.2.2 และลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการตามที่ ททท. กำหนด
1.2.4 ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนหรือถูกดำเนินคดีอาญาในโครงการกำลังใจ เราเที่ยวด้วยกัน หรือโครงการอื่นๆของรัฐ
1.2.5 ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว จะต้องเปิดใช้บริการแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” (ระบุเป็นประเภท ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวเท่านั้น) กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธนาคารกรุงไทยฯ) ก่อน หากผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีแอฟพลิเคชัน “ถุงเงิน” ดังกล่าวแล้ว ก็สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ผ่านเว็บไซต์ www.ทัวร์เที่ยวไทย.ไทย
1.2.6 รายการนำเที่ยวที่เข้าร่วมโครงการฯ ต้องมีระยะเวลาท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 3 วัน 2 คืน มีการเดินทางข้ามจังหวัด และพักค้างคืนในจังหวัดอื่นที่ไม่ใช่จังหวัดที่เป็นจุดเริ่มต้นการเดินทาง โดยจะต้องมี รายละเอียดและค่าใช้จ่ายการเดินทางท่องเที่ยวตั้งแต่จังหวัดเริ่มต้นเดินทาง จนถึงจังหวัดปลายทาง
1.2.7 ส่งรายการนำเที่ยว โดยแบ่งประเภท รูปแบบการให้บริการ ราคา และเงื่อนไขการเดินทาง อาทิ ระดับ Platinum Gold Silver พร้อมโครงสร้างราคาทุน ผ่านเว็บไซต์ www.ทัวร์เที่ยวไทย.ไทย ทั้งนี้ สามารถส่งรายการนำเที่ยวรอบสุดท้ายภายในวันที่ 15 กันยายน 2565 เมื่อรายการนำเที่ยวผ่านการอนุมัติ จากคณะกรรมการตรวจสอบรายการนำเที่ยวแล้วจึงนำขึ้นเว็บไซต์ www.ทัวร์เที่ยวไทย.ไทย เพื่อให้เสนอขายได้
1.2.8 รายการนำเที่ยว : จำนวน 30 รายการ ต่อ 1 บริษัท เมื่อผ่านการอนุมัติแล้วไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ทั้งนี้ รายการนำเที่ยวที่เสนอประกอบด้วย รายชื่อที่พัก ร้านอาหาร กิจกรรมท่องเที่ยว และอื่นๆ ที่กำหนดไว้ในรายการนำเที่ยว พร้อมทั้งแจ้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของที่พัก ร้านอาหาร กิจกรรมท่องเที่ยว ทุกรายที่มีถุงเงินปรากฏในรายการนำเที่ยว
1.2.9 กรณี ททท. ตรวจพบรายการนำเที่ยวที่ผ่านการอนุมัติแล้วไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการฯ ททท. จะแจ้งผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวให้ระงับการเสนอขายรายการนำเที่ยวที่ผิดเงื่อนไขนั้น และแจ้งธนาคารกรุงไทยฯ ระงับระบบที่เกี่ยวข้องกับรายการนำเที่ยวนั้น ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวสามารถเสนอรายการนำเที่ยวที่ถูกต้องเข้ามาใหม่ได้ โดยไม่เกินจำนวน 30 รายการนำเที่ยวตามสิทธิ
1.2.10 รายการนำเที่ยว 1 รายการ ต้องผูกกับเบอร์โทรศัพท์ 1 หมายเลขเท่านั้น โดยสามารถขยายได้ 5 เครื่อง
1.2.11 การกำหนดช่วงระยะเวลาเดินทางท่องเที่ยวต้องไม่ทับซ้อนกันกับรายการนำเที่ยวเดียวกัน เช่น รายการนำเที่ยว A กำหนดออกเดินทางครั้งที่ 1 ในวันที่ 15-17 ตุลาคม 2564 และรายการนำเที่ยว A จะออกเดินทางครั้งที่ 2 ได้ในวันที่ 18-20 ตุลาคม 2564
1.2.12 ราคาที่แสดงในรายการนำเที่ยวเพื่อขอเข้าร่วมในโครงการฯ จะต้องเป็นราคาที่รวมค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าบริการอื่น ๆ สำหรับนักท่องเที่ยว และรวมภาษีทั้งหมดแล้ว
1.2.13 จำนวนสิทธิที่ให้แก่ประชาชนรวมทั้งสิ้น 131,415 สิทธิ
1.2.14 จำนวนการให้บริการนำเที่ยวของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ต่อ 1 บริษัท ไม่เกิน 1,000 คน 1.2.15 ประชาชนจ่าย 60% รัฐสนับสนุน 40% ไม่เกิน 5,000 บาท (1 คน ต่อ 1 สิทธิ) ใช้บริการผ่านผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ที่มีการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย
1.2.16 ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ต้องมีช่องทางรับชำระเงินออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ทั้งนี้กระบวนการยืนยันตัวตนเพื่อใช้บริการแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ให้เป็นไปตามที่ธนาคารกรุงไทยฯ ซึ่งเป็นผู้จัดทำระบบให้แก่ ททท. และเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับข้อมูลการพิสูจน์และยืนยันตัวตนดังกล่าวตามที่กำหนดในโครงการฯ
1.2.17 ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ต้องให้ประชาชนที่มีสิทธิไปดำเนินการทำ dip chip ภาพใบหน้าของผู้สมัครเข้าไปในฐานข้อมูลของธนาคารกรุงไทยฯ ตามวิธีการที่ธนาคารกำหนดก่อน เพื่อให้ระบบ ทำการตรวจสอบสิทธิของการเข้าร่วมโครงการฯ เป็นไปตามที่ ททท. กำหนด จึงจะทำการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ได้ เว้นแต่ประชาชนที่เคยเข้าร่วมโครงการของภาครัฐมาก่อนและได้ดำเนินการทำ dip chip ของธนาคารกรุงไทยฯ แล้ว
1.2.18 ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ต้องให้ประชาชนยืนยันตัวตนในแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โดยการสแกนใบหน้าก่อนออกเดินทางในวันแรก ณ จังหวัดต้นทางตามรายการนำเที่ยว และในระหว่าง การเดินทางผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ต้องยืนยันระหว่างการเดินทางในแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โดย สแกน QR Code กับ แอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ของโรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก แหล่งท่องเที่ยวทุกแห่ง ที่ปรากฏอยู่ในรายการนำเที่ยวตามที่เสนอบน www.ทัวร์เที่ยวไทย.ไทย ในวันสิ้นสุดของการเดินทางผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องให้ประชาชนยืนยันตัวตนในแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โดยการสแกนใบหน้า ณ จังหวัดที่พักสุดท้ายของการเดินทางตามรายการนำเที่ยว
1.2.19 ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องให้ความร่วมมือในการสุ่มตรวจระหว่างเดินทางโดย ททท.สำนักงานสาขาในประเทศ สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด และตำรวจท่องเที่ยวในพื้นที่
1.2.20 ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องปฏิบัติตามและไม่เคยฝ่าฝืนมาตรการใด ๆ ของรัฐเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
1.2.21 ปฏิบัติตามมาตรการของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 กระทรวงมหาดไทย (ศบค.มท.) ตามที่จังหวัดกำหนด
1.2.22 หากมีการร่วมกันกระทำผิดทุจริตทั้งผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวและประชาชนจะมีความผิดตามกฎหมายที่มีโทษทางอาญาถึงจำคุกและต้องคืนเงินที่ได้รับไปทั้งสิ้น
1.2.23 โครงการทัวร์เที่ยวไทย เป็นโครงการที่รัฐบาลใช้แนวคิดและวิธีการปฏิบัติดังเช่นโครงการอื่นๆ ที่ผ่านมา และขอสงวนสิทธิให้แก่ประชาชนที่มีอุปกรณ์ที่สามารถเข้าถึงสิทธิตามโครงการได้
1.2.24 โครงการทัวร์เที่ยวไทย โครงการเราเที่ยวด้วยกัน ประชาชนสามารถร่วมได้ทั้ง 2 โครงการได้ แต่กำหนดว่า ห้ามใช้ทั้ง 2 โครงการในเวลาเดียวกัน เพื่อลดการได้รับสิทธิประโยชน์ที่ทับซ้อนกัน และกระจายสิทธิให้ประชาชนอย่างทั่วถึง

1.3 คุณสมบัติรวมทั้งหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของประชาชนที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการฯ ดังนี้

1.3.1 มีหมายเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก
1.3.2 มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ณ วันลงทะเบียน
1.3.3 เป็นผู้มีสัญชาติไทย
1.3.4 มีแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ทั้งนี้ ต้องดำเนินการยืนยันตัวตน (dip Chip) ภาพใบหน้าของผู้สมัครเข้าไปในฐานข้อมูลของธนาคารกรุงไทยฯ ตามวิธีการที่ธนาคารกำหนดก่อน เพื่อให้ระบบทำการตรวจสอบสิทธิของการเข้าร่วมโครงการ ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขที่การท่องเทียวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำหนด จึงจะทำการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ เว้นแต่ ประชาชนที่เคยเข้าร่วมโครงการของรัฐมาก่อน และได้ดำเนินการยืนยันตัวตน (dip Chip) ของธนาคารกรุงไทยฯ แล้ว เพื่อใช้บริการแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” (รวมทั้ง G-wallet ในบริการแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”) ให้เป็นไปตามที่ธนาคารกรุงไทย (จำกัด) มหาชน (ธนาคารกรุงไทยฯ) ซึ่งเป็นผู้จัดทำระบบให้รัฐบาลและเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับข้อมูลการพิสูจน์ และยืนยันตัวตนดังกล่าวกำหนด
1.3.5 ช่วงระยะเวลาดำเนินโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2564 ถึง วันที่ 31 ตุลาคม 2565
1.3.6 ให้ความยินยอมแก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ธนาคารกรุงไทยฯ ผู้ให้รับชำระเงินออนไลน์ของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว และ ททท. หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจาก ททท. ในการจัดทำระบบการบริหารจัดการข้อมูลในการส่งข้อมูลการจองและข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่ธนาคารกรุงไทยฯ ในฐานะผู้จัดทำระบบให้รัฐบาลและ ททท. ในฐานะผู้ดูแลโครงการเพื่อดำเนินการต่างๆ ตามโครงการฯ

1.4 รัฐจะสนับสนุนเงินค่าเดินทางตามรายการนำเที่ยวที่เดินทางจริงเป็นจำนวน 40% ของราคารายการนำเที่ยว ทั้งนี้ไม่เกิน 5,000 บาท ต่อ คน (1 คน ต่อ 1 สิทธิ์) โดยรัฐจะจ่ายให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว โดยตรงหลังจากระบบของธนาคารกรุงไทยฯ ได้ทำการส่งข้อมูลและ ททท. ดำเนินการถูกตรวจสอบและรับรองความถูกต้องผ่านระบบเป็นที่เรียบร้อยแล้วภายใน 10 วัน
1.5 กรณีประชาชนชำระเงินแล้วไม่สามารถเดินทางได้เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือเหตุสุดวิสัย และให้ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวทำความตกลงกับประชาชน โดยพิจารณาการคืนเงินตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551
1.6 กรณี ททท. ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับจากธนาคารกรุงไทยฯ แล้ว พบว่าข้อมูลถูกต้อง ททท. จะจ่ายเงินสนับสนุนค่าเดินทางให้ ภายใน 10 วัน นับจากวันที่กระบวนการตรวจสอบเสร็จสิ้น กรณี ททท. ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับจากธนาคารกรุงไทยฯ แล้ว พบข้อมูลไม่ครบถ้วน ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่ ททท. กำหนด จะไม่ดำเนินการจ่ายเงินและทำให้ไม่ได้รับค่าบริการ ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวสามารถแจ้งเรื่อง พร้อมแนบเอกสารหลักฐานที่รับรองสำเนาถูกต้องพร้อมประทับตราบริษัท ผ่านเว็บไซต์ www.ทัวร์เที่ยวไทย.ไทย หรือเว็บไซต์อื่น ๆ ที่ ททท. กำหนด หรืออีเมลอื่นที่ ททท. กำหนด ภายใน 7 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก ททท. ให้ส่งเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อยืนยันการให้บริการและให้ ททท. ทำการตรวจสอบ และเมื่อ ททท. ตรวจสอบแล้วถูกต้อง จะโอนเงินค่าบริการให้ภายใน 10 วัน นับจากวันที่กระบวนการตรวจสอบเสร็จสิ้น โดยมีรายการเอกสารที่จัดส่ง ดังนี้

1.6.1 สำเนาใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว
1.6.2 ภาพถ่ายแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่แสดงรายการสแกนเพื่อยืนยันเป็นหลักฐาน
1.6.3 รายการนำเที่ยวที่ให้บริการและมีการเดินทางตามรายการ
1.6.4 วันที่เดินทางตามรายการนำเที่ยว (เนื่องจากรายการนำเที่ยวเดียวกันมีการเดินทางหลายครั้งและมีวันที่เดินทางแตกต่างกัน)
1.6.5 ชื่อโรงแรม / สถานที่พัก
1.6.6 จำนวนและรายชื่อผู้เดินทางทั้งหมดใน 1 ทริป
1.6.7 จำนวนและรายชื่อผู้เดินทาง หรือผู้ประกอบการ ณ สถานที่ที่ต้องสแกนแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ที่มีการสแกนไม่เป็นไปตามเงื่อนไขและ/หรือที่ไม่สามารถสแกนได้
1.6.8 ภาพถ่ายหมู่คณะในเส้นทางท่องเที่ยว (วันเริ่มต้น ระหว่างทาง และวันสิ้นสุด การเดินทาง) จำนวนไม่น้อยกว่า 4 ภาพ
1.6.9 ภาพถ่ายหมู่คณะและ/หรือผู้ประกอบการ โดยต้องมีภาพถ่ายของบุคคลที่ได้เดินทาง ไปจริงและ/หรือของผู้ประกอบการ ที่ไม่สามารถสแกนได้ หรือสแกนได้แต่ไม่ครบจำนวนตามเงื่อนไข โดยระบุชื่อประกอบภาพถ่ายเพื่อให้ทราบว่าภาพนั้นเป็นของบุคคลใดและ/หรือผู้ประกอบการใด
1.6.10 สำเนาใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ และ Job Order
1.6.11 กรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุ (ที่มีรายชื่อผู้เดินทาง)
1.6.12 Rooming List ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวจัดทำขึ้น และลงชื่อรับรองโดยโรงแรมที่ให้บริการ
1.6.13 ใบเสร็จรับเงินที่ออกให้กับนักท่องเที่ยว (ค่าซื้อรายการนำเที่ยว)
1.6.14 ใบเสร็จรับเงินค่าบริการต่าง ๆ ที่อยู่ในรายการนำเที่ยว เช่น ใบเสร็จรับเงินค่าที่พัก, ใบเสร็จรับเงินค่าอาหาร, ค่าทำกิจกรรม ฯลฯ)
1.6.15 สาเหตุและสภาพปัญหา
1.6.16 อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการฯ ทั้งนี้ ททท. อาจพิจารณาเรียกเอกสารเพิ่มเติมเฉพาะบางรายการตามที่กำหนดข้างต้นได้ และขอสงวนสิทธิในการจ่ายเงินสนับสนุนให้กับผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว กรณีผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวไม่สามารถส่งเอกสารตามที่ ททท. เรียกได้

1.7 ข้อมูลที่ใช้เพื่อประกอบการพิจารณาจ่ายเงินสนับสนุนให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวจากรัฐ จะถูกตรวจสอบผ่านระบบ โดยผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องดำเนินการจัดเก็บเอกสารที่เกี่ยวกับการให้บริการของตนตามข้อ 1.6 ไว้เป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันสิ้นสุดโครงการฯ เพื่อใช้แสดงและยืนยันการให้บริการ กรณีมีการตรวจสอบเพิ่มเติมโดย ททท. หรือหน่วยงานภาครัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบ ทั้งนี้ ในการตรวจสอบเพิ่มเติมภายหลังพบว่ามีข้อมูลที่ ททท. พิจารณาจ่ายเงินสนับสนุนไปไม่ถูกต้อง ททท. ขอสงวนสิทธิ์การเรียกเงินคืนภายหลัง หากผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวไม่สามารถนาส่งเอกสารดังกล่าวได้
1.8 หากมีการกระทำ หรือร่วมกันกระทำผิดทุจริต ทั้งผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวและประชาชนจะมีความผิดตามกฎหมายที่มีโทษทางอาญาถึงจำคุกและต้องคืนเงินที่ได้รับไปทั้งสิ้น
2. ขั้นตอนการดำเนินโครงการฯ
2.1 ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว หลังจากเปิดบริการแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” กับธนาคารกรุงไทยฯ แล้วสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ผ่านเว็บไซต์ www.ทัวร์เที่ยวไทย.ไทย และเริ่มส่งรายการนำเที่ยวตั้งแต่ วันที่ 16 กันยายน – 27 ธันวาคม 2564 ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ - 15 มีนาคม 2565 (ขยายระยะเวลาโครงการครั้งที่ 1) และ ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน – 15 กันยายน 2565 (ขยายระยะเวลาโครงการครั้งที่ 2)
2.2 ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวส่งรายการนำเที่ยวโดยกรอกรายการนำเที่ยวในเว็บไซต์ www.ทัวร์เที่ยวไทย.ไทย เพื่อให้ ททท. ทำการตรวจสอบและอนุมัติ และธนาคารกรุงไทยฯ ทำการตรวจสอบความเรียบร้อยของข้อมูลแล้ว จึงนำรายการนำเที่ยวขึ้นเว็บไซต์เพื่อให้เสนอขายได้ต่อไป ทั้งนี้ สามารถส่งรายการนำเที่ยวจนครบสิทธิได้จนถึงวันที่ 15 กันยายน 2565
2.3 ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ต้องให้ประชาชนที่มีสิทธิไปดำเนินการยืนยันตัวตนเพื่อเก็บภาพใบหน้าของผู้สมัครเข้าไปในฐานข้อมูลของธนาคารกรุงไทยฯ ตามวิธีการที่ธนาคารกรุงไทยฯ กำหนดก่อน เพื่อให้ระบบ ทำการตรวจสอบสิทธิของการเข้าร่วมโครงการฯ เป็นไปตามเงื่อนไขที่ ททท. กำหนด จึงจะทำการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ได้ เว้นแต่ประชาชนที่เคยเข้าร่วมโครงการของภาครัฐมาก่อน และได้ดำเนินการยืนยันตัวตน ของธนาคารกรุงไทยฯ แล้ว
2.4 ประชาชนที่มีสิทธิตามข้อ 1.3 ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ และเลือกรายการนำเที่ยวที่สนใจ ผ่านเว็บไซต์ www.ทัวร์เที่ยวไทย.ไทย
2.5 ประชาชนต้องเลือกรายการนำเที่ยวผ่านเว็บไซต์ www.ทัวร์เที่ยวไทย.ไทย และติดต่อกับ ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว เพื่อชำระค่ารายการนำเที่ยวจำนวน 60% ของราคารายการนำเที่ยวให้กับผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว โดยชำระผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ก่อนออกเดินทางอย่างน้อย 7 วัน
2.6 ประชาชนเริ่มออกเดินทางในรายการนำเที่ยวที่เลือกไว้ ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2565 และจะต้องเดินทางกลับถึงจังหวัดที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางในรายการนำเที่ยวภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2565 ก่อนเวลา 23.59 น.
2.7 การสแกน QR Code เช็คอิน/เช็คเอาท์ ดังนี้

- ก่อนเดินทาง ประชาชนต้องยืนยันตัวตนในแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว โดยสแกนใบหน้าก่อนออกเดินทางในวันแรก ณ จังหวัดต้นทางตามรายการนำเที่ยว
- ระหว่างการเดินทาง ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องยืนยันระหว่างการเดินทางในแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โดยสแกน QR Code กับโรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก แหล่งท่องเที่ยว ที่มีแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ทุกแห่ง ที่ปรากฏอยู่ในรายการนำเที่ยวตามที่เสนอบน www.ทัวร์เที่ยวไทย.ไทย
- วันสิ้นสุดการเดินทาง ประชาชนต้องยืนยันตัวตนในแอปพลิเคชันถุงเงินของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว โดยสแกนใบหน้า ณ จังหวัดปลายทางที่พักสุดท้ายของการเดินทางตามรายการนำเที่ยว

2.8 ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวจะได้รับเงินค่ารายการนำเที่ยว 40% จาก ททท. เมื่อมีการตรวจสอบหลักฐานถูกต้อง ครบถ้วน เรียบร้อยแล้ว
3. ข้อความตกลงยินยอมของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่เข้าร่วมโครงการฯ *“ข้าพเจ้า” หมายถึงผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ที่เข้าร่วมโครงการฯ
3.1 ข้าพเจ้าตกลงยินยอมให้ ททท. ธนาคารกรุงไทยฯ และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจัดเก็บ และประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ข้าพเจ้าได้ให้ไว้ในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ
3.2 ข้าพเจ้าตกลงยินยอมให้ ททท. ธนาคารกรุงไทยฯ และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจัดเก็บประมวลผลและเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลและ/หรือข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (ข้อมูลศาสนาและข้อมูลชีวภาพซึ่งจัดเก็บจากระบบและแอปพลิเคชันเพื่อประโยชน์ของโครงการฯ) ของข้าพเจ้าและข้อมูลการชำระเงินตามโครงการฯ ต่อหน่วยงานของรัฐและผู้รับให้บริการที่ได้รับมอบหมายจากหน่วยงานของรัฐเพื่อการประมวลผลและการตรวจสอบข้อมูลและ/หรือเพื่อการยืนยันตัวตนหรือเพื่อการตรวจสอบคุณสมบัติเพื่อรับสิทธิตามโครงการฯ และ/หรือเพื่อการบริหารจัดการโครงการฯ
3.3 ข้าพเจ้าตกลงยินยอมให้ ททท. ธนาคารกรุงไทยฯ และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจัดเก็บประมวลผลและเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของข้าพเจ้าและข้อมูลการใช้งานตามโครงการฯ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินมาตรการอื่นของรัฐหรือเพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินในอนาคต
3.4 ข้าพเจ้าตกลงยินยอมให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องร้องขอสอบถามและใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ของข้าพเจ้าและข้อมูลการใช้งานตามโครงการฯ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินโครงการฯ
3.5 ความยินยอมของข้าพเจ้าในอันที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บใช้ประมวลผลหรือเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลของข้าพเจ้าและข้อมูลการใช้งานตามโครงการฯ ตามข้อ 3. นี้ให้มีผลไปตลอดช่วงระยะเวลา ดำเนินโครงการฯ เว้นแต่ความยินยอมตามข้อ 3.3 ให้มีผลตลอดไป
3.6 ข้าพเจ้ารับทราบและยินยอมว่าในกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าข้าพเจ้าไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการฯ ททท. อาจพิจารณาระงับสิทธิตามโครงการฯ ของข้าพเจ้า เพื่อดำเนินการตรวจสอบ หากพบว่าข้าพเจ้ากระทำการดังกล่าวจริง ข้าพเจ้าจะต้องคืนเงินที่ได้รับไปแล้วให้แก่รัฐภายใน 7 วัน ทั้งนี้ ให้การตัดสินของรัฐถือเป็นที่สุด
3.7 ข้าพเจ้ารับทราบว่าการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมาย
3.8 ข้าพเจ้ารับทราบว่าการกระทำหรือร่วมกับผู้อื่นกระทำการโดยทุจริตเพื่อให้ได้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด โดยไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการฯ เพื่อให้ได้รับเงินสนับสนุนภาครัฐ เป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายที่มีโทษทางอาญา

ข้าพเจ้าได้อ่านรับทราบและตกลงยินยอมปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯ ข้าพเจ้าขอรับรองว่าข้อมูลที่ข้าพเจ้าได้ให้ไว้ในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ถูกต้องตามความเป็นจริง ทุกประการ หากข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ข้าพเจ้าตกลงยินยอมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการระงับการจ่ายเงินตามโครงการฯ หรือยินยอมคืนเงินที่ได้รับพร้อมดอกเบี้ยแล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ไม่ระงับซึ่งสิทธิของรัฐในอันที่จะดำเนินการตามกฎหมาย

-------------------------------------------------------------------------------------

เอกสาร ททท. ฉบับสมบูรณ์ 21 มิ.ย. 65

หลักเกณฑ์เงื่อนไขและความยินยอมสำหรับประชาชนที่เข้าร่วม

โครงการทัวร์เที่ยวไทย (ส่วนขยายตามมติครม. วันที่ 21 มิถุนายน 2565)
1. สาระสำคัญของโครงการทัวร์เที่ยวไทยฯ (โครงการฯ)
1.1 ช่วงระยะเวลาดำเนินโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2564 ถึง วันที่ 31 ตุลาคม 2565
1.2 คุณสมบัติของประชาชนที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการฯ

1.2.1 มีหมายเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก
1.2.2 มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ณ วันลงทะเบียน
1.2.3 เป็นผู้มีสัญชาติไทย
1.2.4 มีแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ทั้งนี้ ต้องดำเนินการยืนยันตัวตน (dip Chip) ภาพใบหน้าของผู้สมัครเข้าไปในฐานข้อมูลของธนาคารกรุงไทยตามวิธีการที่ธนาคารกำหนดก่อน เพื่อให้ระบบทำการตรวจสอบสิทธิของการเข้าร่วมโครงการ ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขที่การท่องเทียวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำหนด จึงจะทำการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ เว้นแต่ ประชาชนที่เคยเข้าร่วมโครงการของรัฐมาก่อน และได้ดำเนินการยืนยันตัวตน (dip Chip) ของธนาคารกรุงไทยแล้ว เพื่อใช้บริการแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” (รวมทั้ง G-wallet ในบริการแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”) ให้เป็นไปตามที่ธนาคารกรุงไทย (จำกัด) มหาชน (ธนาคารกรุงไทยฯ) ซึ่งเป็นผู้จัดทำระบบให้รัฐบาลและเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับข้อมูลการพิสูจน์และยืนยันตัวตนดังกล่าวกำหนด

1.3 ให้ความยินยอมแก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ธนาคารกรุงไทยฯ ผู้ให้รับชำระเงินออนไลน์ของ ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว และ ททท. หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจาก ททท. ในการจัดทำระบบการบริหารจัดการข้อมูลในการส่งข้อมูลการจองและข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่ธนาคารกรุงไทยฯ ในฐานะผู้จัดทำระบบให้รัฐบาล และ ททท. ในฐานะผู้ดูแลโครงการเพื่อดำเนินการต่างๆ ตามโครงการ
1.4 จำนวนสิทธิที่ให้แก่ประชาชนรวมทั้งสิ้น 131,415 สิทธิ (1 คน ต่อ 1 สิทธิ)
1.5 รัฐจะสนับสนุนเงินค่าเดินทางตามรายการนำเที่ยวที่เดินทางจริงเป็นจำนวน 40% ของราคารายการนำเที่ยว ทั้งนี้ ไม่เกิน 5,000 บาท ต่อ คน (1 คน ต่อ 1 สิทธิ)
1.6 ประชาชนจ่าย 60% รัฐสนับสนุน 40% ไม่เกิน 5,000 บาท (1 คน ต่อ 1 สิทธิ) ใช้บริการผ่าน ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่มีการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย
1.7 ประชาชนจะต้องเดินทางด้วยตนเอง (ไม่สามารถโอนสิทธิการเดินทางให้บุคคลอื่นได้) ตามรายการนำเที่ยวที่ได้ตกลงกับบริษัทนำเที่ยว
1.8 ประชาชนเริ่มใช้สิทธิ์จองรายการนำเที่ยวตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2565 และเริ่มออกเดินทางในรายการนำเที่ยวที่เลือกไว้ ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2565 และจะต้องเดินทางกลับถึงจังหวัดที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางในรายการนำเที่ยวภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2565 ก่อนเวลา 23.59 น.
1.9 ติดต่อกับผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว เพื่อชำระค่ารายการนำเที่ยวจำนวน 60% ของราคารายการนำเที่ยวให้กับผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว โดยชำระผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และ “ถุงเงิน” โดยต้องชำระเงินภายในเวลา 23.59 น. ของวันที่ทำการจอง
1.10 กรณีชำระค่ารายการนำเที่ยวสำเร็จ แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” จะส่งอัพเดตสถานะไปแจ้งแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ให้ทราบ หลังจากนั้นแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” จะได้รับคูปองสำหรับเช็คอินต่อไป
1.11 กรณียกเลิกการจองรายการนำเที่ยว ก่อนชำระเงินเท่านั้น

1.11.1 ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว สามารถทำการยกเลิกการจองเองบนแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โดยแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” จะส่งอัพเดตสถานะแจ้งกลับมายังแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และลูกค้าจะได้รับข้อความ (Notification) บนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” รวมถึงรายการจองบนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” จะเปลี่ยนสถานะเป็นยกเลิกการจองโดยผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยว
1.11.2 ประชาชนสามารถทำการยกเลิกการจองผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง โดยแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” จะแจ้งเตือน (pop-up) ให้ลูกค้ากดยืนยันการยกเลิก หลังจากกดยกเลิกรายการจองนั้นจะไม่แสดงบนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” อีก และแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ต้องอัพเดตสถานการณ์ยกเลิกแจ้งกลับมาที่แอปพลิเคชัน “ถุงเงิน”
1.11.3 ในกรณีที่ประชาชน ทำรายการจองรายการนำเที่ยวจากผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว และได้รับการการแจ้งเตือนการจอง (Notification) ในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อชำระเงินรายการนำเที่ยว (ซึ่งเป็นจำนวน 60% หลังจากที่ได้หักเงินสนับสนุนจากรัฐ 40% แล้ว) แล้วไม่ได้ชำระผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ภายในเวลา 23.59 น. ของวันที่ได้รับการแจ้งเตือนการจอง (Notification) ดังกล่าว การจองรายการนำเที่ยวจะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ

1.12 กรณีประชาชนชำระเงินแล้วไม่สามารถเดินทางได้เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือเหตุสุดวิสัย และให้ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวทำความตกลงกับประชาชน โดยพิจารณาการคืนเงินตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551
1.13 ประชาชนจะต้องได้รับการทำประกันการเดินทางตามรายการนำเที่ยวที่ได้ซื้อไว้กับผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวด้วย
1.14 ในการออกเดินทางท่องเที่ยวตามรายการนำเที่ยว นักท่องเที่ยวต้องสแกนใบหน้าจำนวน 2 ครั้ง โดยนักท่องเที่ยวต้องยืนยันตัวตนในแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว โดยสแกนใบหน้า ก่อนออกเดินทางในวันแรก ณ จังหวัดต้นทางตามรายการนำเที่ยว และสแกนใบหน้า ณ จังหวัดที่พักสุดท้าย ของการเดินทางตามรายการนำเที่ยว
1.15 ในการออกเดินทางท่องเที่ยว ประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องให้ความร่วมมือ ในการสุ่มตรวจระหว่างเดินทางโดย ททท. สำนักงานสาขาในประเทศ สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด และตำรวจท่องเที่ยวในพื้นที่
1.16 ประชาชนต้องให้ความร่วมมือกับผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวในการถ่ายภาพหมู่คณะ จำนวน ไม่น้อยกว่า 4 ภาพ ไว้สำหรับกรณีไม่สามารถสแกนใบหน้าได้ หรือสแกนได้แต่ไม่ครบจำนวนตามเงื่อนไข เพื่อเป็นการยืนยันการเดินทางไว้สำหรับให้ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวนำไปประกอบการเบิกจ่ายกับ ททท.
1.17 การยินยอมให้ผู้อื่นใช้ชื่อ หรือรับสิทธิไปลงทะเบียน ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย
1.18 ปฏิบัติตามและไม่เคยฝ่าฝืนมาตรการใด ๆ ของรัฐเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
1.19 ปฏิบัติตามมาตรการของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงมหาดไทย (ศบค.มท.) ตามที่จังหวัดกำหนด
1.20 หากมีการกระทำ หรือร่วมกันกระทำผิดทุจริต ทั้งผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวและประชาชนจะมีความผิดตามกฎหมายที่มีโทษทางอาญาถึงจำคุกและต้องคืนเงินที่ได้รับไปทั้งสิ้น
1.21 โครงการทัวร์เที่ยวไทย เป็นโครงการที่รัฐบาลใช้แนวคิดและวิธีการปฏิบัติดังเช่นโครงการอื่นๆ ที่ผ่านมา และขอสงวนสิทธิให้แก่ประชาชนที่มีอุปกรณ์ที่สามารถเข้าถึงสิทธิตามโครงการได้
1.22 โครงการทัวร์เที่ยวไทย โครงการเราเที่ยวด้วยกัน ประชาชนสามารถร่วมได้ทั้ง 2 โครงการได้ แต่กำหนดว่า ห้ามใช้ทั้ง 2 โครงการในเวลาเดียวกัน เพื่อลดการได้รับสิทธิประโยชน์ที่ทับซ้อนกัน และกระจายสิทธิให้ประชาชนอย่างทั่วถึง
2. ขั้นตอนการดำเนินโครงการฯ
2.1 ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว หลังจากเปิดบริการแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” กับธนาคารกรุงไทยฯ แล้วสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ผ่านเว็บไซต์ www.ทัวร์เที่ยวไทย.ไทย และเริ่มส่งรายการนำเที่ยวตั้งแต่ วันที่ 16 กันยายน – 27 ธันวาคม 2564 ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ - 15 มีนาคม 2565 และ ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน – 15 กันยายน 2565
2.2 ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ส่งรายการนำเที่ยวโดยกรอกรายการนำเที่ยวในเว็บไซต์ www.ทัวร์เที่ยวไทย.ไทย เพื่อคณะกรรมการฝ่ายปฏิบัติการเพื่อตรวจสอบรายการนำเที่ยว ทำการตรวจสอบและอนุมัติ และธนาคารกรุงไทยฯ ทำการตรวจสอบความเรียบร้อยของข้อมูลแล้วจึงนำรายการนำเที่ยวขึ้นเว็บไซต์เพื่อให้ เสนอขายได้ต่อไป ทั้งนี้ สามารถส่งรายการนำเที่ยวจนครบสิทธิได้จนถึงวันที่ 15 กันยายน 2565
2.3 ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ต้องให้ประชาชนที่มีสิทธิไปดำเนินการยืนยันตัวตนเพื่อเก็บภาพใบหน้าของผู้สมัครเข้าไปในฐานข้อมูลของธนาคารกรุงไทยฯ ตามวิธีการที่ธนาคารกำหนดก่อน เพื่อให้ระบบทำการตรวจสอบสิทธิของการเข้าร่วมโครงการเป็นไปตามเงื่อนไขที่ ททท.กำหนด จึงจะทำการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ได้ เว้นแต่ประชาชนที่เคยเข้าร่วมโครงการของภาครัฐมาก่อน และได้ดำเนินการยืนยันตัวตน ของธนาคารกรุงไทยฯ แล้ว
2.4 ประชาชนที่มีสิทธิสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ และเลือกรายการนำเที่ยวที่สนใจ ผ่านเว็บไซต์ www.ทัวร์เที่ยวไทย.ไทย
2.5 ประชาชนต้องเลือกรายการนำเที่ยวผ่านเว็บไซต์ www.ทัวร์เที่ยวไทย.ไทย และติดต่อกับ ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว เพื่อชำระค่ารายการนำเที่ยวจำนวน 60% ของราคารายการนำเที่ยวให้กับผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว โดยชำระผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”ก่อนออกเดินทางอย่างน้อย 7 วัน
2.6 ประชาชนเริ่มออกเดินทางในรายการนำเที่ยวที่เลือกไว้ ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2565 และจะต้องเดินทางกลับถึงจังหวัดที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางในรายการนำเที่ยวภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2565 ก่อนเวลา 23.59 น.
2.7 การสแกน QR Code เช็คอิน/เช็คเอาท์ ดังนี้

- ก่อนเดินทาง
ประชาชนต้องยืนยันตัวตนในแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว โดยสแกนใบหน้าก่อนออกเดินทางในวันแรก ณ จังหวัดต้นทางตามรายการนำเที่ยว
- ระหว่างการเดินทาง
ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องยืนยันระหว่างการเดินทางในแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โดยสแกน QR Code กับโรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก แหล่งท่องเที่ยว ที่มีแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ทุกแห่ง ที่ปรากฏอยู่ในรายการนำเที่ยวตามที่เสนอบน www.ทัวร์เที่ยวไทย.ไทย
- วันสิ้นสุดการเดินทาง
ประชาชนต้องยืนยันตัวตนในแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว โดยสแกนใบหน้า ณ จังหวัดที่พักสุดท้ายของการเดินทางตามรายการนำเที่ยว

2.8 ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวจะได้รับเงินค่ารายการนำเที่ยว 40% จาก ททท. เมื่อมีการตรวจสอบหลักฐานถูกต้อง ครบถ้วน เรียบร้อยแล้ว
3. ข้อความตกลงยินยอมของประชาชนที่เข้าร่วมโครงการฯ *“ข้าพเจ้า” หมายถึงบุคคลผู้เข้าร่วมโครงการฯ
3.1 ข้าพเจ้าตกลงยินยอมให้ ททท. ธนาคารกรุงไทยฯ และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจัดเก็บ และประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ข้าพเจ้าได้ให้ไว้ในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ
3.2 ข้าพเจ้าตกลงยินยอมให้ ททท. ธนาคารกรุงไทยฯ และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจัดเก็บประมวลผลและเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลและ / หรือข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (ข้อมูลศาสนาและข้อมูลชีวภาพ ซึ่งจัดเก็บจากระบบและแอปพลิเคชันเพื่อประโยชน์ของโครงการฯ ) ของข้าพเจ้าและข้อมูลการชำระเงิน ตามโครงการฯ ต่อหน่วยงานของรัฐและผู้รับให้บริการที่ได้รับมอบหมายจากหน่วยงานของรัฐเพื่อการประมวลผลและการตรวจสอบข้อมูลและ / หรือเพื่อการยืนยันตัวตนหรือเพื่อการตรวจสอบคุณสมบัติเพื่อรับสิทธิ ตามโครงการฯ และ / หรือเพื่อการบริหารจัดการโครงการฯ
3.3 ข้าพเจ้าตกลงยินยอมให้ ททท. ธนาคารกรุงไทยฯ และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจัดเก็บประมวลผลและเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของข้าพเจ้าและข้อมูลการชำระเงินตามโครงการฯ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินมาตรการอื่นของรัฐหรือเพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินในอนาคต
3.4 ข้าพเจ้าตกลงยินยอมให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องร้องขอสอบถามและใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ของข้าพเจ้าและข้อมูลการชำระเงินตามโครงการฯ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินโครงการฯ
3.5 ความยินยอมของข้าพเจ้าในอันที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บใช้ประมวลผลหรือเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลของข้าพเจ้าและข้อมูลการชำระเงินตามโครงการฯ ตามข้อ 3. นี้ให้มีผลไปตลอดช่วงระยะเวลา ดำเนินโครงการฯ เว้นแต่ความยินยอมตามข้อ 3.3 ให้มีผลตลอดไป
3.6 ข้าพเจ้ารับทราบและยินยอมว่าในกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าข้าพเจ้าไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการฯ ททท. อาจพิจารณาระงับสิทธิตามโครงการฯ ของข้าพเจ้า
3.7 ข้าพเจ้ารับทราบว่าการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมาย
3.8 ข้าพเจ้ารับทราบว่าการกระทำหรือร่วมกับผู้อื่นกระทำการโดยทุจริตเพื่อให้ได้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด โดยไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการฯ เพื่อให้ได้รับเงินสนับสนุนภาครัฐ เป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายที่มีโทษทางอาญา



ข้าพเจ้าได้อ่านรับทราบและตกลงยินยอมปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯ ข้าพเจ้าขอรับรองว่าข้อมูลที่ข้าพเจ้าได้ให้ไว้ในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ถูกต้องตามความเป็นจริง ทุกประการ หากข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ข้าพเจ้าตกลงยินยอมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการระงับการจ่ายเงินตามโครงการฯ หรือยินยอมคืนเงินที่ได้รับพร้อมดอกเบี้ยแล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ไม่ระงับซึ่งสิทธิของรัฐในอันที่จะดำเนินการตามกฎหมาย

---------------------------------------------------------------------------------
เอกสาร ททท. ฉบับสมบูรณ์ /27 มิ.ย. 65